วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีป้องกัน หวัด 2009

วิธีป้องกันหวัด 2009 มีดังนี้

- ให้คนป่วยสวมหน้ากาก ป้องกันคนอื่นติดเชื้อได้ถึง 80% แต่คนไม่ป่วยสวมแล้วกันตัวเองติดเชื้อได้แค่ 10%
- พักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคแข็งแรง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคแข็งแรง
- หลีกเลี่ยงสถานที่คนแออัด
- ให้ยกแขนหรือข้อศอกมาปิดปากเวลาจาม ถ้าใช้มืออาจจะติดเชื้อได้
- ล้างมือสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร

เน้นให้ล้างมือให้สะอาด ซึ่งมีข้อควรทำดังนี้
- ให้ทำความสะอาดมือ ก่อนรับประทานอาหาร เตรียมหรือปรุงอาหาร
- ให้ทำความสะอาดมือ หลังขับถ่าย หยิบจับสิ่งสกปรกหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปีก

ขั้นตอนการล้างมือมีดังนี้
- ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ
- ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ
- ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกนิ้วหัวแม่มือ ข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกปลายนิ้วมือ เล็บโดยหมุนวนไปบนฝ่ามือข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกรอบข้อมือโดยรอบข้างละ 5 ครั้ง
ควรล้างมือด้วยสบู่เหลวนาน 40-60 วินาที

อยากให้เราได้รู้จักการป้องกันตัวกัน อย่างน้อยก็น่าจะลดความรุนแรงของการระบาดของโรคได้บ้าง

สำหรับตอนนี้คนที่มีเกณฑ์ในการตรวจซึ่งหลักใหญ่ๆน่าจะเหมือนกันทั่วประเทศคือ

1. มีไข้ 38 ํC ขึ้นไปร่วมกับ
2. อาการอย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ, ไอ, หายใจผิด ปกติ (หอบ, ลำบาก), หรือแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม

ร่วมกับ

3. อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในระยะ 7 วันก่อนวันเริ่มป่วย
4. มีผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือในที่ทำงานป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบ ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนวันเริ่มป่วย


ตอนนี้เข้าใจว่าตัดข้อ 3 ไปแล้วครับ เพราะว่าตอนนี้มันเข้าประเทศไทยเรียบร้อย ดังนั้นอาจจะถือไปก่อนว่าน่าจะเสี่ยงข้อนี้ไปเลย

หากมีเกณฑ์ครบดังนี้ แพทย์จึงจะพิจารณาตรวจ Throat Swab เำพื่อดูว่าเป็นเชื้อนี้หรือไม่
หลัง จากนั้นพิจารณาอาการและความเสี่ยงว่าจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสหรือ ไม่ (ถึงเป็น 2009 แต่ถ้าอาการเบาๆ ก็ไม่ให้ยาต้านเชื้อไวรัส)

เมื่อนำเอาเกณฑ์เหล่านี้มามองใหม่ ผลที่ได้ก็คือ
- การรักษาหรือพิจารณาให้ยาTamiflu ขึ้นกับอาการ … ต่อให้เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการของปอดบวม ก็จ่ายยาต้านไวรัสและจับนอนโรงพยาบาล
- ถ้าไปรพ.แล้ววัดไข้ได้ 38 ํC มีอาการของหวัดหรือสงสัย และมีอาการปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบ ก็จะทำ Throat swab และพิจารณาให้ยาตามสมควร
- ถ้าไปรพ.แล้ววัดไข้ได้ 38 ํC มีอาการของหวัด แต่เป็นแค่คอกับจมูก ไม่มีอาการของปอด ก็มักจะไม่ทำ Throat swab และไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส (แต่วันนี้อาจารย์บางท่านบอกว่าก็ทำได้เหมือนกัน)
- ถ้าไม่มีไข้ …. ไม่ให้ยาและไม่ทำ Throat swab

Throat swab คือการตรวจด้วยไม้พันสำลีป้ายที่คอแล้วเอาไปตรวจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ครับ
แต่ก่อนใช้เวลาวันนึงรู้ผล แต่ตอนนี้มีการตรวจมาก อาจจะสามสี่วันขึ้นไป

ยกตัวอย่าง
- ถ้ามีไข้ต่ำๆตัวรุมๆ เดินไปเดินมาได้สบายดี … ก็จะได้ยาลดไข้ลดน้ำมูกแก้ไอกลับไปกินที่บ้าน
- ถ้าไม่มีไข้ แต่ไปกินข้าวกับคนที่มีเพื่อนเป็นเด็กเซนต์คาเบรียล หมอก็ไม่ตรวจ
- ถ้าไม่มีไข้เลย แต่ไปกินข้าวกับคนที่เป็นเพื่อนกับคนที่ไปเดินผ่านที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล … อันนี้ก็ไม่ตรวจ
- เป็นภูมิแพ้ กินยาแก้ภูมิแพ้มาปีกว่า … ตอนนี้ไม่มีไข้แต่มีน้ำมูลไหลเหมือนทุกวัน วันนี้อยากตรวจหวัด2009 … อันนี้ก็ไม่ตรวจ
- ไข้สูง38.9 ไอมาก แต่ไม่ได้ไปเจอเด็กนักเรียนที่ไหนเลย … อันนี้ไม่อยากตรวจก็ต้องตรวจ

เน้นย้ำนะครับ เรื่องไข้ตัวร้อน … ถ้าคุณไม่มีไข้เลยแม้แต่น้อยและเดินไปเดินมาได้สบายดี ก็ไม่ต้องไปรพ.หรอกครับ
คน ป่วยหนักๆหลายคนเค้าไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัยเพราะว่าเหนื่อย เค้าไอโขลกๆอยู่ … อยู่บ้านดีๆไม่เจอเชื้อ ดันตามมารับเชื้อที่โรงพยาบาลเชียว …

ปกติหมออยู่เวรก็ยุ่งกันมากอยู่แล้ว … ลำพังปกติก็ตรวจกันไม่ทัน
พอ มีคนไข้ที่ให้ประวัติว่าจะเ็ป็น พยาบาลก็ให้ไปรอที่ตึกที่ห่างออกไปอีก400-500เมตร หมอก็ต้องเดินไปซักประวัติ เพื่อจะรู้ว่าจริงๆเป็นแค่ภูมิแพ้ … แล้วต้องมานั่งตอบคำถามว่าทำไมหมอพูดไม่ตรงกับนักข่าวในทีวี เสร็จแล้วเดินกลับมาอีก400-500เมตร เพื่อจะมาฟังพยาบาลบอกอีกว่า “หมอ ส่งอีกคนไปที่ตึกแล้ว หมอเดินไปตรวจหน่อยนะ”

เมื่อวานซืนคุยกับหมอ แผนกเด็กคนหนึ่ง … เค้าบอกว่าเค้าต้องเดินวนไปวนมาเพื่อตรวจคนที่ถูกคัดกรองมาประมาณ 10-20 คน … ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีไข้ -_-’
และหมอคนนี้ต้องอยู่เวร 24 ชั่วโมง …
คิดว่าเมื่อวานนี้เค้าคงต้องเดินราวๆ 7-8 กิโลเมตร วนไปวนมาในโรงพยาบาล -_-’

ดังถ้าไม่มีไข้ อยู่บ้านเถอะครับ -_-’

หรือถ้าคุณไม่แน่ใจว่าควรไปหรือไม่
คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงคือ … ให้ลองลืมๆไปว่าตอนนี้มีไข้หวัดใหญ่ 2009 ครับ…ดูอาการตนเองเป็นหลัก
ถ้าอาการน้อย แบบที่แต่ก่อนพอเป็นประมาณนี้แล้วก็กินยานอนอยู่บ้าน … ก็ไม่ต้องไป
ถ้าอาการเยอะ แบบที่แต่ก่อนพอเป็ฯประมาณนี้ก็จะไปหาหมอ … ก็ไป

ข้อมูล คุมหมอแมว จากพันทิป

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อาการปวดบอกโรคได้

อาการปวดเกิดจากประสาทสัมผัสรับความรู้สึก (sensory modality) ที่ร่างกายมีอยู่ตามปกติ เป็นสัญญาณบอกอันตรายที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกร่างกาย หรือกำลังประท้วงว่าคุณใช้งานร่างกายหนักเกินไป คนที่เกิดมาแล้วไม่มีความรู้สึกปวดเลย เช่น ภาวะ hereditary sensory autonomic neuropathy จะอายุไม่ยืนเพราะไม่มีกลไกสำคัญในการป้องกันตัวเองจากโรคติดเชื้อ บาดแผล หรือแม้กระทั่งความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้


ปวดหัวแบบไหนที่ไม่ธรรมดา


อาการปวดหัวไม่ใช่การปวดที่สมองโดยตรง แต่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอหดตัว โดยทั่วไปเป็นแล้วหายเองได้ แต่ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้นและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์


  • สิ่งที่คุณควรบอกแพทย์เมื่อปวดหัวคือ
    รูปแบบการปวด - ปวดทันทีแบบไม่เคยเป็นมาก่อน - ปวดเป็นๆหายๆ - ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
    ประวัติการปวด - ปวดเป็นครั้งแรก - เคยปวดแบบนี้มาก่อนแล้ว - เป็นๆ หายๆ
    ตำแหน่งที่ปวด - ขมับ - กลางหัว - ทั้งหัว - ท้ายทอย - ด้านซ้าย - ด้านขวา - ปวดต่อเนื่องไปที่คอ สะบัก แขน ไหล่ หรือหลัง - อื่นๆ
    ช่วงเวลาการปวด - เช้า - กลางวัน - เย็น - กลางคืน - ไม่เป็นเวลา
    ระยะเวลาปวด - 30 นาที - 1-2 ชั่วโมง - ทั้งวัน - ไม่แน่นอน - อื่นๆ
    อาการปวด - ปวดแบบหนักหัว เหมือนถูกบีบรัดหัว - ปวดแบบมึน - ปวดและเจ็บตามหนังศีรษะ เส้นผม - ปวดเมื่อต้องใช้สายตาเพ่งมอง - อื่นๆ
    อาการร่วม - มีไข้ - คอแข็ง - คลื่นไส้ อาเจียน - เห็นแสงระยิบระยับในตา - มีน้ำมูก ปวดโพรงไซนัส


อาการ : ปวดหัวรุนแรง ไม่มีไข้ หรือปวดหัวรุนแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : อุบัติเหตุที่ศีรษะ เลือดออกในศีรษะ ความดันสูง เส้นเลือดโป่งพอง

อาการ : ปวดหัวเฉียบพลันรุนแรงมากจนทนไม่ได้ มีอาการทางระบบประสาท เช่น มือสั่น สูญเสียความจำ เคลื่อนไหวลำบาก

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : โพรงในสมองโต (มีน้ำในสมอง) เนื้องอก และเลือดออกในสมอง

อาการ : ปวดหัวรุนแรง มีไข้สูง คอแข็ง คลื่นไส้ อาเจียน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

อาการ : ปวดหัวเป็นประจำ ไม่โปร่งหัว ตึงหัว หนักหัว ปวดท้ายทอย บางครั้งปวดหัวตุ๊บๆปวดหัวจากความเครียด (Tension headache)อาการ : ปวดหัวแบบเป็นๆ หายๆ เวลาปวดปวดมาก แต่เวลาหายก็หายสนิท มีรูปแบบการปวดแน่นอน คือค่อยๆ ปวดจนพีค แล้วปวดหัวตุ๊บๆ จากนั้นจึงอาเจียน ก่อนปวดหัว อาจเห็นแสงระยิบระยับในตา มองเห็นตัวหนังสือยึกยักร่วมด้วย

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ไมแกรน

อาการ : ปวดคล้ายปวดหัวจากความเครียด หรือไมแกรน ที่สำคัญมักมีอาการเจ็บและปวด เวียนหัว ตามัว เจ็บหนังศีรษะ แตะผมแล้วเจ็บ เจ็บเวลากลอกตา บางครั้งแขนขาอ่อนแรง หรืออาจปวดลามไปที่คอ สะบัก แขน ไหล่ หรือหลังด้วย

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากเส้นประสาทอักเสบ

อาการ : ปวดหัว ร่วมกับมีน้ำมูกไหล มีกลิ่นปาก ปวดโพรงไซนัส

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากไซนัส

อาการ :ปวดหัวเมื่อใช้สายตานานๆ ปวดหัวรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดหัวจากตา ได้แก่ ต้อหิน สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง

ปวดท้องแบบไหนที่ไม่ธรรมดา



อาการปวดท้องที่ต้องพบแพทย์ทันที คือ ปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ความดันต่ำ เป็นลม ไข้ขึ้น มีเลือดออกร่วมด้วย (อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระมีสีดำ) ซึม ไม่รู้สึกตัว และมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

สิ่งที่คุณต้องบอกแพทย์เมื่อปวดท้อง คือ รูปแบบการปวด ประวัติการปวด ช่วงเวลาการปวด ระยะเวลาปวด เช่นเดียวกับการเช็คอาการปวดหัว รวมทั้ง..


  • ตำแหน่งที่ปวด - ทั้งท้อง - ซ้ายบน - ซ้ายล่าง - ขวาบน - ขวาล่าง - ข้างซ้าย - ข้างขวา - อื่นๆ
    อาการ - ปวดเกร็งๆ เป็นพักๆ - ปวดแสบ - ปวดมวน - อยากถ่าย - ปวดแบบลำไส้ถูกบิด - อื่นๆ
    อาการร่วม - อึดอัด แน่นท้อง - ท้องร่วง ท้องเสีย - มีไข้ - ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน - รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ - คลื่นไส้อาเจียน - แสบร้อนหน้าอก - ตาเหลือง ตัวเหลือง
    สิ่งกระตุ้นอาการปวด - ความหิว - แอลกอฮอล์ - ชา กาแฟ - อาหารมันเลี่ยน - อื่นๆ
    สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น - การกินอาหาร - นอนพัก - นั่งงอตัว - อื่นๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาเคลือบกระเพาะ ฯลฯ

อาการ : ปวดหรือจุกเสียดช่องท้องส่วนบน อึดอัด แน่นท้อง หรือท้องเฟ้อแม้กินอาหารเข้าไปเพียงเล็กน้อย สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : การย่อยอาหารไม่ดี

อาการ : ปวดท้อง ท้องเสีย มีไข้ อาเจียน มีเลือดปนในอุจจาระ

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : อาหารเป็นพิษ

อาการ : ปวดท้องแบบแสบ ปวดทั้งก่อนและหลังกินอาหาร เป็นๆหายๆ จุกเสียดแน่นท้อง และอาจมีคลื่นไส้อาเจียน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : กระเพาะอาหารเป็นแผล

อาการ : คล้ายเป็นแผลในกระเพาะ กลืนอาหารแล้วติดคอ จุก ไอกลางดึกโดยเหมือนมีอะไรติดคอ แสบร้อนหน้าอก ไอเรื้อรัง

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : กรดไหลย้อน

อาการ : ปวดท้องเฉียบพลัน ปวดท้องด้านล่างขวา จุกเสียดลิ้นปี่ คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นไส้ติ่งแตก อาจมีไข้ร่วมด้วย

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ไส้ติ่งอักเสบ

อาการ : ปวดท้องรุนแรง ปวดเกร็งช่องท้องบนขวา ปวดร้าวถึงด้านหลัง ท้องอืดหลังอาหารมื้อหนัก 1/2 - 1 ชั่วโมง และมีอาการ 2-3 ชั่วโมง คลื่นไส้ อาเจียน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : นิ่วในถุงน้ำดี

อาการ : ปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง

อาการ : ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรงมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง อาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

อาการ : ปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และมีไข้

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ฝี หนองในตับ

อาการ : ปวดท้อง แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลด กินอาหารไม่ได้ อาเจียน อาการแย่ลงเรื่อยๆ

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : เนื้องอกในกระเพาะอาหาร

อาการ : ปวดท้องแบบบีบๆ อยากถ่าย ปวดเป็นพักๆ ท้องอืด แน่นท้อง ท้องเสีย อาเจียน มีไข้ มีอาการไม่เกิน 7 วัน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน

อาการ : ปวดท้องเรื้อรังแบบเป็นๆ หายๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องเสีย ปวดท้องนานเกิน 3 สัปดาห์

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ลำไส้อักเสบเรื้อรัง

อาการ : ปวดท้องแบบเฉียบพลัน ปวดท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะขัด ยาก และมีเลือดปน ไข้ขึ้นสูง

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : นิ่วในไต

อาการ : ปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ปวดร้าวไปถึงด้านหลัง ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นสูงและต่ำลงอย่างรวดเร็วสาเหตุที่อาจเป็นไปได้ : ปวดท้องเฉียบพลันจากหลอดเลือดแดงใหญ่ปริหรือแตก

ปวดหลังแบบไหนที่ไม่ธรรมดา


อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรงและหายเองได้ แต่อาการปวดหลังที่เป็นไข้หรือความผิดปกติของระบบปัสสาวะด้วย หรือปวดแบบไม่ทุเลาแม้จะนอนพักแล้วก็ตาม เจ็บปวดแบบเฉียบพลันแบบไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อและข้อ เช่น



  • เนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง
    ความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปถึงหลัง เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
    การอักเสบหรือมีการติดเชื้อ เช่น วัณโรคกระดูกสันหลัง


สิ่งที่คุณต้องบอกแพทย์เมื่อปวดหลัง คือ รูปแบบการปวด ประวัติการปวด ช่วงเวลาการปวด ระยะเวลาปวด เช่นเดียวกับการเช็คอาการปวดหัว รวมทั้ง..



  • ตำแหน่งที่ปวด - ปวดทั้งแผ่นหลัง - กลางกระดูกสันหลัง - ปวดเอว - กดกล้ามเนื้อแผ่นหลังแล้วเจ็บ - อื่นๆ
    อาการ - ปวดเมื่อยตามตัว - ปวดตามกล้ามเนื้อ - ปวดร้าวหลังและไหล่ - อื่นๆ
    อาการร่วม - มีไข้ - ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน - รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ - คลื่นไส้อาเจียน - เบื่ออาหาร - ความดันเลือดสูง - อื่นๆ

อาการ : ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อตึงตัว เคลื่อนไหวลำบาก หลังยกของหรือทำงานหนัก

โรค : ปวดหลังแบบธรรมดา

อาการ : ปวดเสียว กล้ามเนื้อกระตุก ปวดเหมือนไฟฟ้าช็อต

โรค : เส้นประสาทอักเสบ

อาการ : มีไข้สูงลอย 2-7 วัน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการไอ เจ็บคอ มีจุดแดงขึ้นตามตัว

โรค : ไข้เลือดออก

อาการ : มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เจ็บหน้าอก รู้สึกอ่อนเพลีย

โรค : ไข้หวัดใหญ่

อาการ : ปวดหลัง ปวดเอว มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ

โรค : ไตและกรวยไตอักเสบ

อาการ : ปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้าง อาจคลำพบก้อนบริเวณไต มีเลือดปนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง

โรค : ถุงน้ำในไต

อาการ : ครั่นเนื้อครั่นตัว ทางเดินอาหารผิดปกติ มีไข้ ปวดรุนแรงและเรื้อรังตามเส้นประสาท มีผื่นแดงและตุ่มน้ำขนาดเล็ก

โรค : งูสวัด