วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

" ผลวิจัย การแผ่เมตตาประจำทำให้สมองดีขึ้นอย่างถาวร "


 
การเจริญอัปปมัญญาเมตตาภาวนา(แผ่เมตตา)เป็นประจำ ช่วยให้มองโลกในแง่ดี หลับฝันดี

มีผลการวิจัยที่ชัดเจน อีกชิ้นหนึ่ง ทำในอเมริกา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา
นักวิจัยอเมริกาเคยศึกษาในพระภิกษุทิเบต เกี่ยวกับเรื่องนี้เคยลงใน

Meditation Gives Brain a Charge, Study Finds

By Marc Kaufman
Washington Post Staff Writer
Monday, January 3, 2005; Page A05

washingtonpost.com/wp-dyn...-2005Jan2.html

ใครสนใจไปอ่านฉบับเต็มเอาเองเพราะยาวมาก....เขาใช้วิธีเมตตาภาวนาแบบทิเบต....

นักวิจัยท่านนี้ท่านวิเคราะห์ว่า การฝึกเมตตาภาวนาอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างถาวรกับสมองด้วย.....

เพราะเขาพบว่าในกลุ่มพระทิเบตที่ฝึกสมาธิมานานจะมีระดับเบสไลน์ของแกมม่าเวฟสูงกว่าปกติมากแม้นแต่ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์สมาธิ.....(Davidson concludes from the research that meditation not only changes the workings of the brain in the short term, but also quite possibly produces permanent changes. That finding, he said, is based on the fact that the monks had considerably more gamma wave activity than the control group even before they started meditating. A researcher at the University of Massachusetts, Jon Kabat-Zinn, came to a similar conclusion several years ago. )

ตรงนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้ที่มีเมตตาจิตจากการภาวนา....จะมองโลกในแง่ดี....หลับก็ฝันดี
คลื่นแกมม่า เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่อยู่ในช่วงสูงสุด ....สูงกว่า เบต้าเวฟขึ้นไป(ผมไม่ได้กล่าวถึง ใน คห ก่อนหน้านี้ ) ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของสมองที่กำลังหลับ..... คลื่นแกมม่าเป็นคลื่นที่แสดงถึงทางบวกในการทำงานของสมอง
คลื่นแกมม่าบ่งบอกการมองโลกในแง่ดี การมีเมตตา
ส่วน คลื่นอัลฟ่าบ่งบอกการผ่อนคลายแต่ตื่นตัว มีประโยชน์ในการเรียนรู้

สมองในขณะต่างๆจะมีคลื่นที่แตกต่างกัน เช่น คนตื่นจะเป็นแบบหนึ่ง คนนอนหลับตื้นจะเป็นแบบหนึ่ง คนนอนหลับลึกจะเป็นแบบหนึ่ง คนโคม่าจะเป็นแบบหนึ่ง ...... ทีนี้ผลการวิจัยนี้มันออกมาน่าสนใจว่า คลื่นสมองของผู้เจริญเมตตาภาวนาต่อเนื่องจะมีคลื่นแกมม่าเวฟ(ความถี่สูงสุด)สูงกว่าคนปกติ ทั้งในขณะที่ไม่ได้เจริญสมาธิ ในขณะเจริญสมาธิ และภายหลังออกจากสมาธิแล้ว..... คลื่นแกมม่าเวฟนี้จะบ่งบอกถึงการทำงานเชิงบวกของสมอง เช่น ความสงบ ความอิ่มเอิบ การมองโลกในแง่ดี....... เลยแปรได้ว่าคนที่ฝึกสมาธิเมตตาภาวนาต่อเนื่องจะมีการเปลี่ยนแปลงของสมองแบบถาวรในเชิงบวก

นี่เป็นจุดอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าทำไมสมาธิเมตตาภาวนาจึงทำให้ผู้ฝึกเป็นประจำมีสุขภาพจิตที่ดี......

ความจริงการศึกษาเรื่อง ผลของสมาธินี้ ในเมืองไทย เคยมีการพบว่า ว่าช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้น...... และเคยมีผู้เปรียบเทียบการทดลองปลูกต้นไม้(ผมจำไม่ได้ว่าสถาบันใดทดลองนี้ แต่ทำมานานมากแล้ว)โดยกลุ่มหนึ่งให้คนที่ฝึกสมาธิต่อเนื่องไปแผ่เมตตาให้ต้นไม้เสมอ กับต้นไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่ปลูกตามปกติแต่ไม่มีใครไปแผ่เมตตาให้ โดยที่ปัจจัยอย่างอื่น เช่น แสง น้ำ ความชื้น สายพันธ์ ของทั้งสองกลุ่มนี้เหมือนกันทุกอย่าง..... ปรากฏว่าต้นไม้ที่มีคนไปแผ่เมตตาให้เจริญงดงามกว่ากลุ่มที่ไม่มีใครไปแผ่เมตตาให้อย่างชัดเจน.
มันเหมือนจะบอกได้ว่า เมตตาจิตสามารถแผ่ไปยังสัตว์และพืชที่อยู่นอกสมอง(ของเจ้าของ)ได้ด้วย..... ไม่ได้มีผลแต่เพียงต่อสมองของเจ้าของเท่านั้น.

 

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แพทย์เผยกิน "ปลาทู 2 ตัว" ชะลอ "ความแก่" ปลอดโรครุมเร้า


แพทย์เผยกิน "ปลาทู 2 ตัว" ชะลอ "ความแก่" ปลอดโรครุมเร้า


 
 
 
 

แพทย์เชี่ยวชาญอายุรวัฒน์นานาชาติแนะ 3 วิธีง่ายๆ  ช่วยคนไทยลดสังขารเสื่อมก่อนวัย อย่านอนดึก
เลี่ยงแป้งน้ำตาลคุมน้ำหนัก  กินผักใบเขียววันละ 5 กำมือ ปลาทู 2 ตัว มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ
ซิตอัพวันละ  30 ครั้ง ฝึกหายใจลึกช่วยสติดีขึ้นชะลอแก่เร็ว
กรณีนายสำอาง สืบสมาน หัวหน้าโครงการวิจัยสุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  (มสธ.)
เปิดเผยผลงานวิจัยคนไทยประสบปัญหาภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควร  สาเหตุจากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจเพิ่มขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมในการบริโภคที่เสี่ยง   ขณะที่ชายไทยฮิตเป็นโรคความดันโลหิตและโรคตับ  ส่วนหญิงเป็นโรคคอพอก และหืดหอบนั้น   ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นพ.กฤษดา ศิรามพุช  
ู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (International Anti-Aging Institute: IAAI) กล่าวว่า  
การเข้าสู่ภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควรกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่ควรมองข้าม  เพราะจะนำไปสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า  ส่งผลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ  
สาเหตุของภาวะเสื่อมสังขาร แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย คือ
1.
ปัจจัยภายในที่เกิดจากการสะสมของความเครียด  ยิ่งขณะนี้ปัญหาการเมืองรุมเร้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยิ่งทำให้คนไทยมีภาวะเครียดสูงขึ้น  การก้าวสู่ภาวะแก่ก่อนวัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก นอกจากนี้  ปัญหาความเครียดจะพบมากในคนเมืองหลวง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะเป็นเมืองที่มีแต่การแข่งขัน มลภาวะสูง และ

2.
ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อม  มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภค  ที่ส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง
น้ำตาล กาแฟ  จะมีสารที่ทำให้แก่สูงหรือที่เรียกว่า สารอนุมูลอิสระ

"
พฤติกรรมการนอนหลับยังทำให้คนไทยแก่เร็วด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมนอนช่วงเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป  ทั้งๆที่เวลาที่ควรนอนหลับพักผ่อนมากที่สุด คือ ช่วง 4 ทุ่ม และตื่นนอนตอน 6 โมงเช้า  เพราะเป็นช่วงที่ธาตุหนุ่มสาวหรือโกรท ฮอร์โมน  (growth hormone)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่หากเรานอนหลับหลังจากนั้นก็จะลดการหลั่งของธาตุหนุ่มสาว  สังเกตได้ว่าคนกรุงจะแก่เร็วมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะนอนดึกๆ กัน
แต่หากลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเสียใหม่ แค่เพียง 1 สัปดาห์  ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นทันที"  

นพ.กฤษดากล่าวว่า สำหรับวิธีชะลอความเสื่อมของสังขารนั้นไม่ยาก  ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยใช้วิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า 3 H ประกอบด้วย  
 
1.Healthy Weight
รู้จักควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน โดยการเลี่ยงแป้งและน้ำตาล  โดยเฉพาะในอาหารจำพวกขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ ส่วนน้ำตาล หลายคนหันมาบริโภคสารให้ความหวานแทน ซึ่งสารเหล่านี้ข้อควรระวังคือ  ไม่ควรนำมาประกอบอาหาร หรือถูกความร้อนสูงๆ  เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งใน และต่างประเทศระบุว่า เมื่อสารให้ความหวาน  ประเภทน้ำตาลเทียมได้รับความร้อนสูงๆ อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้  
ดังนั้น การจะบริโภคน้ำตาลเทียมควรเลือกสารให้ความหวานที่ผลิตจากธรรมชาติอาทิ  ชะเอมเทศ หรือหญ้าหวาน เป็นต้น

2.Healthy diet and Lifestyle
บริโภคผักใบเขียวโดยควรบริโภคประมาณวันละ 5  กำมือ และปลาทูอีก 2 ตัว   อาหารเหล่านี้จะมีสารอาหารที่ช่วยต้านพวกสารแอนตี้ออกซิแดนซ์  หรืออนุมูลอิสระได้ และควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และ

3.Healthy Mind  
คือต้องมีกำลังใจที่ดี มีจิตและสมาธิอยู่กับปัจจุบัน โดยให้ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่อง และกลั้นหายใจสัก 4 วินาที จากนั้นค่อยๆ  ผ่อนลมหายใจออกจะช่วยให้มีสติดีขึ้น

นพ.กฤษดากล่าวว่า ที่สำคัญควรรู้จักฝึกการใช้สมอง 2 ซีกอย่างสม่ำเสมอ เพราะการที่ใช้สมองเพียงซีกเดียวจะทำให้เกิดความเสื่อมตามมา  หากเราถนัดมือขวาก็แสดงว่า สมองซีกซ้ายเราเด่น เราต้องทำให้สมองซีกขวาเด่นด้วย  โดยการฝึกใช้มือซ้าย หรือให้ฝึกการใช้สัมผัสอื่นๆ ที่เราไม่ถนัด  นอกจากนี้การที่เรารู้สึกหิวนิดๆ ก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมามากด้วย  เพราะเมื่อร่างกายเริ่มหิวจะสั่งไปที่สมองให้หลั่งสารให้สมองรู้สึกโล่ง จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น การที่รู้สึกดีก็จะทำให้จิตใจดีช่วยชะลอความแก่ไปในตัว

"
ที่สำคัญการออกกำลังกายจะช่วยได้มากในเรื่องนี้  ยิ่งการซิตอัพจะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนขึ้น เพราะจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ดังนั้น ในแต่ละวันควรซิตอัพอย่างน้อย 30 ครั้ง" นพ.กฤษดา กล่าว และว่า ปัจจุบันคนทำงานนิยมดื่มกาแฟกันมาก ทั้งๆ  ที่กาแฟเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์ แต่จะให้เลิกกาแฟคงยาก ดังนั้น ไม่ควรทานกาแฟเกินวันละ 1 แก้ว หรือควรทานกาแฟเพียงวันละ 2 ช้อนชาก็เพียงพอ  ที่สำคัญอย่าลืมว่า  กาแฟยิ่งร้อนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับคาเฟอีนซึ่งเป็นตัวอนุมูลอิสระที่สำคัญ