วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไขมันพอกตับ







ปัจจุบันไขมันพอตับกลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตับทำงานผิดปกติและอาจกลายเป็นตับแข็งในที่สุด จากข้อมูลทางคลินิกพบว่าคนอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำมีภาวะไขมันพอกตับสูงถึง  57.7% ส่วนผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปมีประมาณ 25% เป็นไขมันพอกตับ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ ไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงมักจะไม่รู้ตัวหรือไม่ใส่ใจในการรักษา
ไขมันพอกตับคืออะไร
ไขมันพอกตับไม่ใช่ว่าจะมีไขมันพอกอยู่บนตับ แต่หมายถึง การสังเคราะห์ไขมันในตับผิดปกติ ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเกิน 5% ของตับ ซึ่งจะทำให้ตับทำงานผิดปกติ ตับอักเสบและอาจพัฒนาเป็นตับแข็งในที่สุด ไขมันพอกตับสามารถแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระยะ
     - ระยะแรก: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักประมาณ 5-10% ของตับ
     - ระยะกลาง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักประมาณ 10-25% ของตับ
     - ระยะรุนแรง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักเกิน 30% ของตับ

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร

ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มสุรา การสังเคราะห์ไขมันของตับผิดปกติ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ตับอักเสบจากไวรัส การขาดสารอาหาร ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การตั้งครรภ์ เป็นต้น

ไขมันพอกตับมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่า 50% ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆ ดังนี้:

          - รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
          - เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย
          - ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ
          - อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
          - ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลือง และตาเหลือง) หรือคลื่นไส้ อาเจียน         
          - ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)
          - ระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรงหรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่รู้สึกมีอาการ

ไขมันพอกตับอันตรายเพียงใด

- ทำให้ตับทำงานผิดปกติ
ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกายและเป็นเสมือนโรงงานเคมีของร่างกายทำหน้าที่สำคัญ      หลายๆ อย่าง เช่น กักเก็บสารอาหารสังเคราะห์โปรตีน โคเลสเตอรอลและวิตามิน ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน       ควบคุมการสันดาปของฮอร์โมน ผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดเมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บและกำจัดสารพิษ             ที่ตกค้างในร่างกาย ฯลฯ เมื่อมีเซลล์ไขมันจำนวนมากแทรกอยู่ในเซลล์ตับจะทำให้โครงสร้างภายในของตับแปรเปลี่ยนไป        ย่อมจะทำให้ตับทำงานผิดปกติและส่งผลกระทบทั่วทั้งร่างกาย

- ส่งผลกระทบต่อผลการรักษาของโรคเรื้อรังต่างๆ
ไขมันพอกตับใช่ว่าจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ หากแต่เป็นผลพวงของโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ตับขาดสารอาหาร       ตับอักเสบจากไวรัส เป็นต้น ผู้ป่วยไขมันพอกตับจึงมักอยู่คู่กับโรคเรื้อรังหลายอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง      ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ เกาต์ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ไขมันพอกตับนอกจากไปเพิ่มความรุนแรงของโรคเรื้อรัง     เหล่านี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาของโรคเรื้อรังเหล่านี้ไม่ดีเท่าที่ควรและยากต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพการ    ทำงานของตับให้กลับสู่ภาวะปกติ

- อาจกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
หากไขมันพอกตับไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ ตับอักเสบและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด

ยาลดไขมันในเลือดสูงส่งผลกระทบต่อไขมันพอกตับอย่างไร

โคเลสเตอรอลในร่างกายคนเรา 80% ขึ้นไปสังเคราะห์จากตับ การใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด   เป็นประจำจะไปกดการทำงานของตับไม่ให้ปล่อยโคเลสเตอรอลเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับสำลักไขมันจนเกิดไขมันพอกตับ  ได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดการใช้ยาเป็นอีกวิธีสำคัญวิธีหนึ่งในการป้องกันและบรรเทาภาวะไขมันพอกตับได้







วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สารต้านมะเร็งในกล้วย

ข่าวดีมากเลยครับและผมรู้มานานแล้วที่คุณปู่คุณย่าเคยกินกล้วยที่ช้ำๆกันทำไม และเพื่อนๆบางคนรังเกียจกล้วยช้ำใกล้เน่า น่าเสียดายนะครับ เพราะเหตุนี้ผมจึงซื้อกล้วยมากินเกือบทุกวัน อิอิ


เป็นประโยชน์ครับ  มาฝากกัน

 


BANANAS with dark patches on yellow skin...
กล้วยที่มีจุดดำๆบนผิว.....




The fully ripe banana produces a substance called TNF (Tumor Necrosis Factor) which has the ability to combat abnormal cells.

กล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้างสารที่เรียกว่า
TNF (Tumor Necrosis Factor) ซึ่งมีความสามารถที่จะไปต่อสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติ

As the banana ripens, it develops dark spots or patches on the skin.
ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดจุดสีดำที่เปลือกมากขึ้น

The more dark patches it has, the higher will be its' immunity enhancement quality.

ยิ่งมีจุดดำนี้มากขึ้นเท่าไหร่
 ก็จะยิ่งทำให้เกิดภูมิต้านทานมากขึ้น


According to a Japanese scientific research, banana contains TNF which has anti-cancer properties. The degree of anti-cancer effect corresponds to the degree of ripeness of the fruit, i.e. the riper the banana, the better the anti-cancer quality..

จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น
 กล้วยจะมี TNF ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง ยิ่งกล้วยสุกมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งได้มากขึ้น

In an animal experiment carried out by a professor in Tokyo University comparing the various health benefits of different fruits, using banana, grape, apple, water melon, pineapple, pear and persimmon, it was found
that banana gave the best results. It increased the number of white bloodcells, enhanced the immunity of the body and produced anti-cancer substance TNF.

ในการทดลองกับสัตว์โดยศาสตราจารย์ญี่ปุ่นผู้หนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ในการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากผลไม้ต่างๆ โดยใช้ กล้วย องุ่น แอปเปิล
 แตงโม สับปะรด  ลูกแพร์ ลูกพลับ  ปรากฏว่ากล้วยให้ผลดีที่สุด  มันช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย และสร้างสารต้านมะเร็ง TNF

The recommendation is to eat 1 to 2 banana a day to increase your body immunity to diseases like cold, flu and others.

คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ
1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ  เช่น หวัด  ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ

According to the Japanese professor, yellow skin bananas with dark spots on it are 8 times more effective in  enhancing the property of white blood cells than the green skin version

ตามคำแนะนำของศาสตราจารย์ญี่ปุ่น กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆหลายๆแห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง
8 เท่า



บทความนี้เป็นความจริงครับ
   Necrosis แปลว่าการเปื่อยเน่าตายของเซลล์    ดังนั้น   TNF (Tumor Necrosis Factor ) ก็คือสารที่จะไปทำให้เซลล์มะเร็งตายได้  
กลไกการทำงานของ TNF คือ
1.
การเกาะของ TNF กับเซลล์มะเร็งจะเป็นพิษโดยตรงกับเซลล์มะเร็งโดยการเกิดอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์มะเร็ง ที่ไม่มีเอ็นซัยม์ Superoxide Dismutase   เซลล์ปกติจะมีเอ็นซัยม์ Superoxide Dismutase ซึ่งลบล้างฤทธิ์อนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้อาจไปทำให้เกิดจากการทำลายโปรตีนโครงสร้างของเซลล์มะเร็ง
2. TNF
ทำให้ก้อนมะเร็งตายโดยทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งอุดตัน  ก้อนมะเร็งที่ขาดเลือดจึงเน่าตายไป

อย่างไรก็ตาม
TNF ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปสำหรับทุกคน  เพราะTNF ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาก็ย่อมจะก่อให้เกิดอาการอักเสบต่อเซลล์ได้เช่นกัน ดังเช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะมีสาร TNF นี้สูง  ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น  แทนที่จะเป็นประโยชน์ในผู้ที่มีอาการอักเสบของร่างกาย จึงต้องใช้ยาที่มาต้านกับ TNF เพื่อลดอาการอักเสบแทน

 
    วันนี้มีเรื่องสำคัญอยากจะมาเล่าให้สาวๆ ฟังกัน ได้รับเมลล์มาฉบับหนึ่งน่าสนใจมากๆ เรื่องก็มีอยู่ว่า.......  
คือว่าเมื่อเร็วๆนี้แม่ของเพื่อนฉันได้ตรวจพบมะเร็งที่ทรวงอก   ก็ได้ลองทำการหาสาเหตุของมะเร็งที่เกิดขึ้น ก็ลองสันนิฐานกันหลายอย่างจน สุดท้ายเล่าให้คุณหมอฟังว่า ส่วนมากแล้วคุณแม่จะเดินทางบ่อย จึงทำให้ใช้เวลาอยู่ในรถบ่อยๆ และก็ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกที่อยู่ในรถบ่อยๆ ซึ่งบางครั้งขวดน้ำที่อยู่ในรถนั้นเก็บไว้ 2-3 วันมาบ้างแล้ว
คุณหมอก็ได้ให้ความรู้ในเรื่องนี้มาบ้างว่า ผู้หญิงไม่ควรดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถ ความร้อนบวกกับพลาสติคจากขวดจะก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่นำไปสู่มะเร็งทรวงอก ได้เพราะฉะนั้นได้โปรดระมัดระวังอย่าดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติคที่ทิ้งไว้ในรถ จะดีที่สุด อย่างน้อยก็กันไว้ด! ีกว่าแก้นะ
 

ฝากบอกต่อๆกันไปนะ เผื่อจะเป็นความรู้ดีๆแก่สาวๆหลายคน ให้ดูแลตัวเองกันให้ดีๆขึ้น

 

ศูนย์ศึกษาโรคมะเร็งจอห์น ฮ็อบกิ้นส์ พบแล้วว่า
สาเหตุที่ร่างกายของได้รับสารก่อมะเร็งนั้นสามารถเกิดจาก
 

1.  
การดื่มน้ำ   ขวด พลาสติก ที่แช่ในช่องฟรีซในตู้เย็น
2.  
การใช้ พลาสติกคลุมอาหาร เพื่ออุ่นในเตาไมโครเวฟ
3.  
รวมถึงการใช้ ถุงพลาสติคใส่อาหาร เพื่ออุ่นกับเตาไมโครเวฟ
4.  
การใช้   วัสดุ โฟม ใส่อาหารที่ร้อนและมัน

เนื่องจาก สารพิษจากพลาสติก สามารถละลายออกแล้วไหลปนเปื้อนกับอาหารที่เรารับประทานได้

โดยตรง ทำให้เกิดโรคมะเร็งทรวงอก มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
 
 
             
กรุณาส่งเมล์นี้ให้คนที่คุณห่วงใยให้มากที่สุด
 


 

 



 

 
 

 
 
 




Best  Regards
Arnon