วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

Tip for Good Health คือ ไม่กินข้าวเช้าระวัง

การที่ไม่รับประทานอาหารเช้า อันตราย!!! อย่างมาก อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่เกิดขึ้น อาจมีสายเหตุมาจากการไม่รับประทานอาหารเช้าก็ได้ อยากรู้อันตรายแค่ไหน วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก
  • การไม่รับประทานอาหารเช้า อาจเป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป เราอาจจะคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยแต่ทราบไหมว่า  อาหารมื้อเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะว่าร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00 - 9.00 น. เนื่องจากช่วงเวลานี้สมองของคนเราต้องการเลือดและออกซิเจน เป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า ก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือส่งไปได้น้อยแล้วล่ะก็จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้
  1. ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบได้ง่าย นอนไม่หลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อยๆ ฝันบ่อย ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดศรีษะ ปวดหู ปวดกระบอกตา ปวดข้อเท้า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น เป็นไซนัส หรือ วิตกกังวล โดยอาการเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ จนเป็นสาเหตุไปสู่อาการสมองเสื่อมต่อไปในอนาคต
  2. รู้ดังนี้แล้ว ก็เสียสละเวลากันสักนิดรับประทานอาหารมื้อเช้า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เป็นภาระต่อผู้อื่นในอนาคต
ที่มาSiamdara 

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ


6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ

       ทำ งานเหนื่อยๆ ลำไส้ของเราก็อยากได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพาะและลำไส้ต้องการให้เราไปเสริมสุขภาพของมัน

   ใบแมงลัก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ

  
พริกสด ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป

  
หอมแดง แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม

  
ใบกระเพรา ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมืดมนไปมาก ตั้งแต่ผักกระเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้า ไป

  
ตะไคร้ ให้เคี้ยวกิน แต่กินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกระเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด

  
กระเทียม มี สูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝาก ให้เอากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารจอมขี้เกียจของคุณยอมย่อยอาหารมื้อ นั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการอาหารไม่ย่อยก็จะหายไปเอง



ที่มา ... spicy

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน


ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน (กรุงเทพธุรกิจ)

โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช

หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง
ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก "คุณคิดผิด"
หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา "มิตร-ศัตรู" ให้เข้าใจกันชัด ๆ



"Good things come in pair"
ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ
อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา
อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้
มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา
มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น



ดังนั้น ในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน
ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้าย
คล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึงแก่ชีวิตมาแล้ว
ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก "ความไม่รู้"
ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่
โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ



แฝดที่ดี

เสมือนคู่บุญ ยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพ
หรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วย
เพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน
โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ

1) วิตามินซีกับคอลลาเจน
จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย

2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้
ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น
ต้องกินคู่กันอย่างเช่น
ถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มีวิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ

3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี
"ตัวช่วย" พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม,
วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ

4) วิตามินเอ,ซีและอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี
หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและถั่วลิสงสักวันละกำมือ

5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี
ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า
ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น
แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลัก
เช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วยครับ



แฝดที่ร้าย

แฝดตัวนี้ถือเป็นระดับ "ตัวแม่" ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ
เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาต หรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้
จึงอยากชวนให้ท่านที่รัก มาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้ครับ

1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรก
โดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว
ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือ
ช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อนตัน
เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด
แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้วครับ

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส
มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอี
แต่บ้างก็ให้เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี
จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอ เพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้น
ซึ่งถ้าได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4
ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000
มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีก
จะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอดเลือดทำให้ตีบแข็งได้

4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟ
เพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม
นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย
เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว
ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไปครับ
หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริม
จะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเองครับ

ทั้งแฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมาก
ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อย ๆ
เป็นตอนต่อไปในคอลัมน์นี้
แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยครับ
และท่านจำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที

เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะ
แล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหน
แล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่า กินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด
แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก

ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้นมีข้อหยุมหยิมอยู่มาก
เมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกันเป็นพิษน้อย
เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี
แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า "ไม่ใช่"
แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยครับ