วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
ถึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล
และขออย่าได้เก็บไว้ เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด
หากท่านผู้อื่นรับทราบ ด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
17 วิธี Refresh สุขภาพแบบฮอต ฮอต
มากกว่าที่เราเคยคาดคิด และนี่คือความจริงรวมทั้งวิธีรักษาสุขภาพ
![]() |
อัพเดทสุขภาพกับ 17 ความรู้ HOT HOT
1. ป้องกันอาการขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือแบบปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ สมุนไพร เยอะๆ เพราะหน้าร้อนร่างกายภายในจะมีอุณหภูมิสูง และขับเหงื่อออกมามาก จนอาจทำให้คุณช็อกหมดสติ
Do’s Don’ts เคี้ยวให้ฟันปลอดภัย
![]() |
ถึงแม้ว่าฟันจะแข็งมาก แต่มีโอกาสแตกหักขึ้นได้ เพราะการที่ไปกัดของแข็งมากๆ เช่น ใช้ฟันแทนที่เปิดฝาเบียร์ ฝาน้ำอัดลม อย่าทำครับ
อย่าใช้ฟันขบกัดของแข็งจนเป็นนิสัยประจำ เช่น กัดก้านแว่นตา ปากกา กัดเข็มเย็บผ้า หรือคาบไปค์นานๆ ฟันจะสึกโค้งตามวัสดุที่กัด
อย่าเคี้ยวหรือใช้ฟันกัดของที่เหนียวมากๆ
อย่าใช้ฟันกัดเปลือกผลไม้ที่แข็งมากๆ เช่น เมล็ดเกาลัก หรือขบแตงโมจนเป็นนิสัยเมล็ด
อย่าใช้ฟันกัดก้ามปู แทะกระดูก
หากคุณที่มีฟันที่เคยอุดไว้ เนื้อฟันที่เหลือจะน้อยลง พึ่งระลึกเสมอว่า ความแข็งแรงลดลงไปด้วยเช่นกัน บางท่านต้องมาพบหมอฟันอย่างฉุกเฉินด้วยฟันหน้าหักเพราะไปใช้ฟันกัดก้ามปู การใช้ฟันหากเราระมัดระวังรู้จักสภาพฟันของเราดีก็จะช่วยลดอุบัติเหตุหรือหลีกเลี่ยงอันตรายกับฟันได้
ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ ต้องทำอย่างนี้
Dos
เคี้ยวอาหารที่นุ่มและไม่เหนียว
ห้ามใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการกัด แทะ หรือเปิดสิ่งของต่างๆ
อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
รับประทานอาหารที่เป็นกากใย เช่น ผลไม้ ช่วยขัดกวาดทำความสะอาดฟัน แทนอาหารที่มีน้ำตาลเหนียวๆ
ที่สำคัญอย่าลืมว่า หลังการเคี้ยวมื้อหลักๆ แล้วควรทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และอมน้ำยาบ้วนปาก หรือใช้ฟลูออไรด์เสริมความแข็งแรงให้ฟัน
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชาหอมหอม Aroma Tea Rose
![]() |
ส่วนประกอบ :
- กุหลาบดอกเล็กอบแห้ง 20 ดอก,
- มะลิดอกตูมอบแห้ง 20 ดอก,
- ใบชาเขียว 1/2 ช้อนชา,
- น้ำร้อน 400-500 มิลลิลิตร (ไม่รวมสำหรับอุ่นภาชนะชงชาและล้างใบชา)
วิธีทำ :
- นำเฉพาะใบชาเขียวใส่กระชอน รินน้ำร้อนลงในภาชนะชงชา แล้วเทน้ำร้อนทิ้งให้ไหลผ่านใบชาในกระชอน (เป็นการทำความสะอาดใบชาและอุ่นกาชา)
- จากนั้นนำกุหลาบ ดอกมะลิอบแห้ง และใบชาเขียวใส่ในภาชนะชงแล้วเทน้ำร้อนตามลงไปอย่างเบาๆ แช่ชาไว้ประมาณ 3-5 นาที เป็นอันใช้ได้
- อาจใช้กระชอนกรองใบชาขณะรินใส่ถ้วย เพื่อไม่ให้ใบชาเกะกะเวลาดื่ม
รักษาหวัดใหญ่ ด้วย Zanamivir
![]() |
ศูนย์ควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา บันทึกไว้ว่า Zanamivir เป็นยาสำหรับไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก และ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ใช้รักษาโรคติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป แต่ใช้ ป้องกันการติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
ตัวยา เป็นผงแห้งสำหรับสูดทางปาก ขนาดสำหรับการรักษา คือ 10 mg ใช้สูดเข้าทางปากวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน โดยเริ่มให้ยาภายใน 2 วัน หลังจากอาการปรากฎ ที่สำคัญควรใช้ยาเป็นเวลาเดิมของทุกวัน
สำหรับสตรีมีครรภ์ คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐจัดให้ Zanamivir อยู่ใน Pregnancy Category C ซึ่งบ่งชี้ว่ายังไม่มีการศึกษาทางคลินิกเพื่อประเมินความปลอดภัยของยานี้ในสตรีมีครรภ์ ดังนั้นการใช้ยานี้จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้รับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงในคนที่ใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์รวมถึงเด็กที่เกิดมา
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการหลอดลมตีบหรือมีปัญหาการหายใจอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงไม่แนะนำ Zanamivir สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น หอบหืด หรือ โรคอุดกั้นทางเดินหายใจเรื้อรัง (COPD) ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคปอด ควรใช้ยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็วชนิดสูดพ่นระหว่างที่ได้รับยา Zanamivir โดยใช้ยาขยายหลอดลมก่อนให้ใช้ Zanamivir ข้อควรระวัง! หากเกิดอาการแพ้ยา ได้แก่ ปาก คอหอย หรือหน้าบวม ให้หยุดใช้ยาแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.yaandyou.net
takecareDD@gmail.com
อิ่มอร่อย หลับสบาย
ผลหมากรากไม้ ที่ช่วยบำรุง (จิตใจ) ให้ข่มตาหลับสนิท
![]() |
กล้วย ผลไม้ที่เป็นแหล่งสะสมของแมกนีเซียม มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัว อีกทั้งในกล้วยมีฤทธิ์ลดการหลั่งสารซีโรโทนินหรือฮอร์โมนควบคุมการนอนหลับ ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นน้อยลง
ชาคาโมไมล์ ใช้ดื่มก่อนนอน ช่วยลดอาการกระสับกระส่ายหรือตื้นเต้นจากอาการหวาดกลัว
นมอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งหยดเดียว จะช่วยให้สมองลดการหลั่งโอเรซิน หรือสารสื่อประสาทตื่นตัว ให้ตื่นตัวน้อยลง
มันฝรั่งปริมาณน้อย ย้ำ! ปริมาณน้อย เพราะจะไม่รบกวนกระเพาะอาหารมาก แต่จะช่วยลดกรดที่จะรบกวนการหาว ซึ่งกระตุ้นการหลั่งทริปโตแฟน หรือกรดอะมิโนธรรมชาติ มีมากในอาหารโปรตีน สมองเปลี่ยนทริปโตแฟนเป็นฮอร์โมนซีโรโทนินซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับอีกที ทานกับนมอุ่น ๆ สักแก้ว เวิร์กสุด ๆ
ข้าวโอ๊ตและอัลมอนด์ อุดมไปด้วยสารที่ช่วยให้นอนหลับสบาย การทานซีเรียลผสมอัลมอนด์ชามเล็ก ๆ ราด้วยน้ำเชื่อมเมเปิล จะทำให้หลับสบาย
และ ขนมปังธัญพืช ทานกับน้ำชาผสมน้ำผึ้งหยดเดียว มีฤทธิ์กระตุ้นสารหลั่งอินสุลิน ช่วยให้ทริปโตแฟนเข้าสู่สมองได้ดีขึ้น
เห็นไหม หลับฝันดีได้ โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ แต่อย่าลืมนะว่า ก่อนตรวจสุขภาพห้ามทานยาทุกชนิดจ้า
ขอให้สุขภาพแข็งแรง
ประโยชน์ของกระเทียม
![]() |
กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด
รู้อย่างนี้แล้ว หันมากินกระเทียมกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
สมุนไพร 9 ชนิด แทน โอเซลทามิเวียร์ ไม่ได้

แพทย์ แผนไทยเผย สมุนไพร 9 ชนิด ในตำรับยาต้มหลวงปู่ทวด ปลอดภัย มีสรรพคุณรักษาโรคหวัด แต่ไม่สามารถใช้แทนยาโอเซลทามิเวียร์ได้ เพราะยังไม่มีรายงานผลวิจัยอย่างชัดเจน
อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณียาสมุนไพรตำรับหลวงปู่ทวด ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่เป็นยาต้ม มีสมุนไพรไทย 9 ชนิด ว่า ขณะนี้ยังไม่มียาตำรับแพทย์แผนไทยชนิดใดรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แทนยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ หรือซานามิเวียร์ได้ แม้แต่สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจร ก็มีสรรพคุณป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้เท่านั้น
นัก วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า สูตรยาสมุนไพรไทยดังกล่าวมีความปลอดภัย แต่ยังไม่มีรายงานผลการวิจัยทางการแพทย์รองรับอย่างเป็นทางการว่า จะต้องรับประทานในปริมาณเท่าใดจึงจะป้องกันไข้หวัดได้
"สมุนไพรสูตรยา ต้มดังกล่าว มีส่วนผสมหลายชนิดที่มีสรรพคุณช่วยลดไข้ และเป็นสมุนไพรที่พบได้ในครัวเรือน เช่น ฟ้าทะลายโจร ลูกใต้ใบ ขมิ้นชัน ตะไคร้ ใบมะรุม หัวไพล ลูกมะตูม ลูกมะขามป้อม ส่วนอิฐมอญ ที่หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า ทานแล้วอันตรายต่อสุขภาพนั้น ในตำรับสมุนไพรไทยโบราณถือเป็นยาธาตุเย็น ช่วยลดไข้ได้ นอกจากนี้ในสมุนไพรไทยโบราณมักนิยมนำมูลสัตว์ เช่น ชะมดเช็ด มาปรุงยาซึ่งสรรพคุณของดินในแพทย์แผนไทย ถือเป็นยา แก้อาการไข้ได้"
ขอบคุณ
เดลินิวส์
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’(ต่อ)
ส่อเค้า: ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป
โรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปเป็นอาการที่เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ไทรอยด์เป็นต่อมที่อยู่ใต้ลูกกระเดือก มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย
ดร.ซูซาน คลาร์ก แพทย์ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลคิงส์ คอลเลจในลอนดอน อธิบายว่าภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักเกินไป ทำให้ร่างกายนำแคลอรี่ไปใช้มากขึ้น และทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้น ความรู้สึกร้อนและอาการเหงื่อออกมากจึงเป็นอาการบ่งชี้โรคนี้
มือโต
ส่อเค้า: เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
ถ้ามือของคุณบวมและใหญ่ขึ้น หมายความว่าคุณอาจมีอาการที่เรียกว่า มือเท้าโตผิดปกติ (acromegaly)
เท้า ริมฝีปาก หู ยังอาจได้รับผลกระทบจากต่อมใต้สมองที่ผลิตฮอร์โมนสร้างการเติบโต เนื่องจากมีการสร้างเนื้องอกที่ไม่ทำให้เกิดมะเร็งที่ไปก่อกวนการผลิตฮอร์โมน
อาการนี้มักเกิดกับคนวัยกลางคน นอกจากจะรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาเพื่อให้เนื้องอกฝ่อลง แต่บางครั้งอาการนี้อาจเป็นอันตรายร้ายแรง
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’(ต่อ)
ส่อเค้า: โรคข้อกระดูกอักเสบบริเวณสะโพก
ตุ่มขนาดเท่าเมล็ดถั่วที่กระดูกที่ทำให้เจ็บเมื่อจับแถวข้อนิ้ว อาจเป็นสัญญาณของโรคข้อกระดูกอักเสบในบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย เช่น สะโพก หรือหัวเข่า
มีการบันทึกเกี่ยวกับตุ่มเหล่านี้ (Heberden's nodes) โดยวิลเลียม เฮเบอร์ดีน แพทย์อังกฤษผู้โด่งดังในช่วงศตวรรษที่ 18
หนึ่งในงานศึกษาในทศวรรษ 1970 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย 29 คนที่ก่อนหน้านั้นตรวจไม่พบอาการข้อต่ออักเสบบริเวณสะโพก มี 18 คนที่มีตุ่ม Heberden's nodes ที่ข้อต่อนิ้ว
เล็บสองสี
ส่อเค้า: โรคไต
เล็บที่ขาวซีดบริเวณครึ่งล่างด้านที่อยู่ใกล้ผิวหนัง แต่ครึ่งบนออกสีน้ำตาล อาจบ่งชี้แนวโน้มไตวาย
บ่อยครั้งอาการที่เล็บสองสีเกิดขึ้นก่อนที่อวัยวะของผู้ป่วยจะเริ่มหยุดทำงาน ทำให้แพทย์ได้เบาะแสว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา
สาเหตุนั้นเชื่อว่ามาจากการสะสมของยูเรีย หรือของเสียที่ออกมาจากไตที่ตกผลึกอยู่ใต้ผิวหนังและเล็บ
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’(ต่อ)
ส่อเค้า: หัวใจล้มเหลว
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่แพทย์จะตรวจสอบว่ามีออกซิเจนไหลเวียนในเลือดมากน้อยแค่ไหนคือ ดูจากเล็บ ริมฝีปาก หรือนิ้วเท้า
ถ้าบริเวณเหล่านั้นเป็นสีชมพูหมายความว่ามีการไหลเวียนของออกซิเจนดี แต่ถ้าเขียวแปลว่าในร่างกายมีออกซิเจนต่ำ เนื่องจากเลือดไม่สามารถสูบฉีดไปทั่วร่างกายอย่างเหมาะสม
อาการที่ผิวหนังมีสีเขียว (cyanosis) อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลว เลือดที่มีออกซิเจนต่ำไม่ได้เป็นสีเขียวจริงๆ เพียงแต่ดูสดน้อยกว่าเลือดที่มีออกซิเจนหล่อเลี้ยงสมบูรณ์เมื่อมองผ่านเล็บ
ผู้หญิงที่เตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดมักถูกขอให้ล้างเล็บ เพื่อที่ว่าศัลยแพทย์จะสามารถตรวจสอบสถานะออกซิเจนได้เร็วขึ้นระหว่างการผ่าตัด
เล็บลูกปัด
ส่อเค้า: โรคไขข้ออักเสบ
หากเล็บของคุณมีจุดเล็กๆ เหมือนลูกปัด หรือเหมือนถูกน้ำตาเทียนหยดใส่ อาจเป็นสัญญาณของโรคไขข้ออักเสบ แม้ข้อต่อยังไม่บวมหรือปวดก็ตาม
ยิ่งเล็บมือหรือเล็บเท้า ‘ประดับลูกปัด’ มากแค่ไหน ยิ่งหมายความถึงระดับความรุนแรงของโรค
เชื่อว่าสาเหตุมาจากการอักเสบของหลอดเลือดใต้แผ่นเล็บเพราะโรคไขข้ออักเสบ
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’(ต่อ)
ส่อเค้า: โลหิตจาง
คนส่วนใหญ่เล็บจะมีลักษณะนูนขึ้นเหมือนพื้นผิวลูกบอล แต่ถ้าเล็บใครตรงกลางบุ๋ม นั่นอาจเป็นสัญญาณของการขาดธาตุเหล็ก
เล็บรูปช้อน หรือ koilonychia เป็นหนึ่งในสิ่งแรกที่แพทย์ค้นหาระหว่างวินิจฉัยว่าผู้ป่วยที่อ่อนเพลียและเซื่องซึมมีสาเหตุมาจากภาวะโลหิตจางหรือไม่
เชื่อกันว่าการขาดธาตุเหล็กทำให้เล็บอ่อนและแบนกระทั่งยุบลงในที่สุด
ปลายนิ้วบวม
ส่อเค้า: มะเร็งปอด
หากปลายนิ้วของคุณบวม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายแรงอย่างเช่นมะเร็งปอด วัณโรค หรือ mesothelioma ซึ่งเป็นโรคปอดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน
แม้ลักษณะแบบนี้เคยได้รับการระบุครั้งแรกโดยฮิปโปกราเตส บิดาแห่งแพทย์ศาสตร์ชาวกรีกเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว แต่เพิ่งจะเมื่อเร็วๆ นี้เองที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษ ค้นพบสาเหตุ
สาเหตุที่ว่าคือการสะสมของสาร PGE2 ที่ช่วยทำให้อาการอักเสบในปอดบรรเทาลง โดยเชื่อว่าเนื้องอกในปอดอาจกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารชนิดนี้ออกมามากเกินความต้องการถึงสิบเท่า จึงไปสะสมที่ปลายนิ้วและทำให้บวม
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’(ต่อ)
ส่อเค้า: ตับแข็ง
มือบ่งบอกข้อมูลมากมายของสภาพตับ หนึ่งในสัญญาณสุดคลาสสิกของโรคตับแข็งคือ ฝ่ามือแดง
ตับแข็งหมายถึงอาการที่เนื้อเยื่อตับเต็มไปด้วยริ้วรอยแผล และแม้ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับการดื่มหนัก แต่เป็นไปได้ที่โรคนี้เกิดจากอาการอื่นๆ ที่จู่โจมอย่างเงียบเชียบ เช่น โรคตับอักเสบซี
อาการฝ่ามือแดง (palmar erythema) มักเกิดขึ้นบริเวณขอบนอกของฝ่ามือใกล้นิ้วก้อย สาเหตุน่าจะเกิดจากการที่หลอดเลือดในผิวหนังโป่งพองเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลของฮอร์โมนที่เกิดจากโรคตับ
ข้อนิ้วอ้วน
ส่อเค้า: คลอเรสเตอรอลสูง
ก้อนไขมันที่เอ็น (tendon xanthoma) เป็นหนึ่งในสัญญาณของอาการอ้วนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่า ภาวะที่เลือดมีคลอเรสเตอรอลมาก หรือ hypercholesterolaemia
เมื่อกำมือแน่นๆ จะเห็นเป็นก้อนบวมแข็งสีออกเหลืองๆ ที่ข้อนิ้ว เอลเลน เมสัน พยาบาลแผนกโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจของมูลนิธิหัวใจอังกฤษ อธิบายว่าไขมันที่สะสมอยู่ในเอ็นมาเป็นปีจะกลายเป็นพังผืดและแข็ง
คนที่เป็นโรคนี้จะมีระดับคลอเรสเตอรอลสูงมากตั้งแต่เกิดแต่ไม่แสดงอาการชัดเจน และหากไม่ใช้ยาบำบัด อาจเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายตั้งแต่เด็ก
แข็งแรงสุขภาพดีแค่ไหน วินิจฉัยได้จาก ‘มือ’!
เดลิเมล์ - ผิวแห้ง เล็บเปราะ ไม่ใช่สัญญาณเตือนให้คุณต้องหันมาใส่ใจกับมือเท่านั้น แต่ผลวิจัยใหม่ระบุมือและเล็บเป็นแหล่งรายละเอียดสำคัญของสุขภาพของคนเรา รวมถึงเบาะแสของโรคร้ายที่ซ่อนเร้น เช่น มะเร็ง
แพทย์ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แต่ภายหลังตัดสินใจตรวจหามะเร็งรังไข่กับหญิงชรา หลังอ่านตำราแพทย์ และพบว่าตุ่มแข็งดังกล่าว (palmar fasciitis) เป็นสัญญาณบ่งชี้โรคมะเร็งรังไข่
แม้ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเนื้อร้ายจึงมาสำแดงอาการถึงบนฝ่ามือ แต่ทฤษฎีหนึ่งที่ฟังดูมีเหตุผลก็คือ เซลล์มะเร็งผลิตสารเคมีที่เป็นตัวการของพังผืด
ดร.เกรแฮม อีสตัน แพทย์ประจำบ้านในลอนดอนและผู้จัดทำรายงาน ยืนยันว่า มือสามารถให้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ
“ผมพยายามจับมือกับคนไข้เมื่อพบกันครั้งแรก ไม่ใช่เพื่อมารยาท แต่มืออัดแน่นด้วยข้อมูลสุขภาพทั่วไป ตั้งแต่ไทรอยด์ไปจนถึงโรคข้อกระดูกอักเสบ
“จริงๆ แล้วหมอวิเคราะห์โรคคนไข้ได้จากมือมากกว่าจากใบหน้าเสียอีก”
ต่อไปนี้คือสัญญาณบนมือที่สื่อถึงปัญหาสุขภาพบางส่วน
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไส้สับปะรด เป็นมันแกวหรือพืชอื่น ๆ กวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใส ๆ) ยอดมะพร้าวขาว ๆ
3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น
4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีอื่น ๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขายไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้
6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเลและสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง
7. พวกอาหาร Pack สำเร็จมา wave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้นไม่ควรล้าง Package มาใส่ wave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา
8. โยเกริ์ตต่างๆ จะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน)
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน
10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่าง ๆ
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (มีสารพิษ จากหมึก)
12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น
13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไป
14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผักกาดดองตามท้องตลาด ในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้
15. เบียร์สดจะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินศพยีสต์เข้าไปด้วย (เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) แต่กินได้ ไม่เป็นไร
ขอเสริมอีกนิดในเรื่องของน้ำดื่ม
เนื่องจากเห็นหลายคนใช้ขวดน้ำดื่มซ้ำๆอีก
ซึ่งจะได้รับอันตรายจากสารฟอกสีในพลาสติก
ที่เสื่อมสภาพแล้ว แม้แต่ในน้ำดื่มชนิดแก้ว
ที่มีไว้แจกลูกค้า ก็มีกลิ่นพลาสติก
ทุกท่านลองสังเกตุดูนะครับว่ามีจริงมั๊ย
ไข้หวัดหมู (Swine Flu)
เกิดจากเชื้อไวรัส Influenze type A (H1N1) ซึ่งเคยมีการระบาดใหญ่เมื่อ คศ.1918 (Spanish Flu)
มีคนตาย 40-50 ล้านคน แต่ชนิดที่ระบาดครั้งนี้เป็น Sub Strain ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เชื่อว่าเกิดจากติดเชื้อ Influenza A ไวรัสของคนและนกในหมู ทำให้เกิดการกลายพันธ์(Reassortment)ของไวรัส H1N1ในหมู
การติดเชื้อในคน
ปกติ Influenza Virus H1N1 ในหมูมีอยู่ก่อนแล้ว และปกติจะไม่ติดต่อมาสู่คนยกเว้นอาจพบได้นาน ๆ
ครั้งเช่นเดียวกับไข้หวัดนก แต่เมื่อมีการกลายพันธ์เกิดขึ้นอาจสามารถติดจากหมูสู่คน และคนสู่คนได้ง่าย
และเกิดการระบาดอย่างรวดเร็วกลายเป็น Pandemic Flu ได้
อาการ
คล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง, ปวดเมื่อยตัวกล้ามเนื้อรุนแรง, เจ็บคอ, ไอ, น้ำมูกไหล, อาเจียน, ท้องเสีย
และปอดอักเสบ ทางเดินหายใจล้มเหลว
การปฏิบัติตัว
การแพร่ติดต่อของเชื้อจากคนสู่คนได้โดยการสัมผัสกับละออง (droplets) ที่มากับการไอ, จาม, เสมหะของ
ผู้ป่วยเข้าสู่เยื่อบุในจมูก ตา ช่องปากของผู้รับเชื้อ ดังนั้นเมื่อมีการไอจามต้องปิดปาก หรือใช้หน้ากากอนามัย
หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่แคะจมูกหรือเช็ดตา เมื่อมีอาการผิดปกติสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและให้การรักษา
กินเนื้อหมูปลอดภัยหรือไม่
ไม่มีหลักฐานว่าการกินเนื้อหมูที่ติดเชื้อจะทำให้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หมู แต่อย่างไรก็ตามการกินเนื้อหมู
สุกที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนมากกว่า 70 องศาเซลเซียส จะสามารถฆ่าเชื้อไวรัสนี้ได้
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดในปัจจุบันป้องกันโรคได้หรือไม่
เนื่องจากเป็น Sub Strain ใหม่ของ H1N1 จึงยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อนี้โดยตรง
ขณะนี้(20/04/52 : 9.00 น.) กระทรวงสาธารณสุขไทยและ WHO ยังถือว่าการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ (Pandemic Flu)ยังอยู่ใน Phase 3 อยู่ดังนั้นจึงยังไม่มีมาตรการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ พนักงานยังคงปฏิบัติหน้าที่
และดำรงชีวิตตามปกติ ยังไม่มีการใช้แผน BCP- Pandemic Flu แต่พนักงานควรศึกษาแผนที่ธนาคารประกาศ
ไว้แล้วเพื่อเตรียมความพร้อม แต่ไม่ใช่ความตื่นตระหนกและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดต่อไป
โรคไหนๆ ก็แพ้เกลือ
1. ไอเพราะเป็นหวัด
แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว
2. มึนหัว สมองไม่แล่น
สาวทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง
3. เร่งให้อาเจียน
ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ
4. คัดจมูก
จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที
5. คันตามผิวหนัง
ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์
6. โรคตาแดง
โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง
7. แผลยุงกัด
ถ้าใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
กาฬโรคปอดบวม

อาการของโรค
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ในรายที่ต่อมน้ำเหลืองโตและปวดมาก อาการนี้เรียกว่า Bubonic Plague ผิวหนังบริเวณต่อมน้ำเหลืองจะบวมแดง อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ระยะต่อมาเชื้อจะแพร่กระจายไปตามกระแสโลหิต เข้าสู่ปอด ตับ ม้าม บางรายไปยังเยื้อหุ้มสมอง เกิดภาวะเชื้อเข้ากระแสโลหิตรุนแรง จะเกิดอาการหัวใจวายและเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
วิธีป้องกัน
ทำได้ไม่ยาก เบื้องต้นกำจัดแหล่งขยะมูลฝอยที่เป็นแหล่งสะสมของ ‘หนู' แล้วฉีดพ่นยาฆ่าแมลงประจำบ้านบริเวณดังกล่าว เพื่อทำลายหมัดหนูที่หลงเหลืออยู่ เท่านี้ก็ไกลโรคแล้วล่ะค่ะ
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วิธีป้องกัน หวัด 2009
วิธีป้องกันหวัด 2009 มีดังนี้
- ให้คนป่วยสวมหน้ากาก ป้องกันคนอื่นติดเชื้อได้ถึง 80% แต่คนไม่ป่วยสวมแล้วกันตัวเองติดเชื้อได้แค่ 10%
- พักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคแข็งแรง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคแข็งแรง
- หลีกเลี่ยงสถานที่คนแออัด
- ให้ยกแขนหรือข้อศอกมาปิดปากเวลาจาม ถ้าใช้มืออาจจะติดเชื้อได้
- ล้างมือสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร
เน้นให้ล้างมือให้สะอาด ซึ่งมีข้อควรทำดังนี้
- ให้ทำความสะอาดมือ ก่อนรับประทานอาหาร เตรียมหรือปรุงอาหาร
- ให้ทำความสะอาดมือ หลังขับถ่าย หยิบจับสิ่งสกปรกหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปีก
ขั้นตอนการล้างมือมีดังนี้
- ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ
- ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง โดยเน้นซอกนิ้วมือ
- ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลังข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกนิ้วหัวแม่มือ ข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกปลายนิ้วมือ เล็บโดยหมุนวนไปบนฝ่ามือข้างละ 5 ครั้ง
- ฟอกรอบข้อมือโดยรอบข้างละ 5 ครั้ง
ควรล้างมือด้วยสบู่เหลวนาน 40-60 วินาที
อยากให้เราได้รู้จักการป้องกันตัวกัน อย่างน้อยก็น่าจะลดความรุนแรงของการระบาดของโรคได้บ้าง
สำหรับตอนนี้คนที่มีเกณฑ์ในการตรวจซึ่งหลักใหญ่ๆน่าจะเหมือนกันทั่วประเทศคือ
1. มีไข้ 38 ํC ขึ้นไปร่วมกับ
2. อาการอย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ ปวดกล้ามเนื้อ, ไอ, หายใจผิด ปกติ (หอบ, ลำบาก), หรือแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม
ร่วมกับ
3. อาศัยอยู่หรือเดินทางมาจากพื้นที่ที่พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในระยะ 7 วันก่อนวันเริ่มป่วย
4. มีผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือในที่ทำงานป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบ ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนวันเริ่มป่วย
…
ตอนนี้เข้าใจว่าตัดข้อ 3 ไปแล้วครับ เพราะว่าตอนนี้มันเข้าประเทศไทยเรียบร้อย ดังนั้นอาจจะถือไปก่อนว่าน่าจะเสี่ยงข้อนี้ไปเลย
หากมีเกณฑ์ครบดังนี้ แพทย์จึงจะพิจารณาตรวจ Throat Swab เำพื่อดูว่าเป็นเชื้อนี้หรือไม่
หลัง จากนั้นพิจารณาอาการและความเสี่ยงว่าจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสหรือ ไม่ (ถึงเป็น 2009 แต่ถ้าอาการเบาๆ ก็ไม่ให้ยาต้านเชื้อไวรัส)
เมื่อนำเอาเกณฑ์เหล่านี้มามองใหม่ ผลที่ได้ก็คือ
- การรักษาหรือพิจารณาให้ยาTamiflu ขึ้นกับอาการ … ต่อให้เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการของปอดบวม ก็จ่ายยาต้านไวรัสและจับนอนโรงพยาบาล
- ถ้าไปรพ.แล้ววัดไข้ได้ 38 ํC มีอาการของหวัดหรือสงสัย และมีอาการปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบ ก็จะทำ Throat swab และพิจารณาให้ยาตามสมควร
- ถ้าไปรพ.แล้ววัดไข้ได้ 38 ํC มีอาการของหวัด แต่เป็นแค่คอกับจมูก ไม่มีอาการของปอด ก็มักจะไม่ทำ Throat swab และไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส (แต่วันนี้อาจารย์บางท่านบอกว่าก็ทำได้เหมือนกัน)
- ถ้าไม่มีไข้ …. ไม่ให้ยาและไม่ทำ Throat swab
Throat swab คือการตรวจด้วยไม้พันสำลีป้ายที่คอแล้วเอาไปตรวจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ครับ
แต่ก่อนใช้เวลาวันนึงรู้ผล แต่ตอนนี้มีการตรวจมาก อาจจะสามสี่วันขึ้นไป
ยกตัวอย่าง
- ถ้ามีไข้ต่ำๆตัวรุมๆ เดินไปเดินมาได้สบายดี … ก็จะได้ยาลดไข้ลดน้ำมูกแก้ไอกลับไปกินที่บ้าน
- ถ้าไม่มีไข้ แต่ไปกินข้าวกับคนที่มีเพื่อนเป็นเด็กเซนต์คาเบรียล หมอก็ไม่ตรวจ
- ถ้าไม่มีไข้เลย แต่ไปกินข้าวกับคนที่เป็นเพื่อนกับคนที่ไปเดินผ่านที่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล … อันนี้ก็ไม่ตรวจ
- เป็นภูมิแพ้ กินยาแก้ภูมิแพ้มาปีกว่า … ตอนนี้ไม่มีไข้แต่มีน้ำมูลไหลเหมือนทุกวัน วันนี้อยากตรวจหวัด2009 … อันนี้ก็ไม่ตรวจ
- ไข้สูง38.9 ไอมาก แต่ไม่ได้ไปเจอเด็กนักเรียนที่ไหนเลย … อันนี้ไม่อยากตรวจก็ต้องตรวจ
เน้นย้ำนะครับ เรื่องไข้ตัวร้อน … ถ้าคุณไม่มีไข้เลยแม้แต่น้อยและเดินไปเดินมาได้สบายดี ก็ไม่ต้องไปรพ.หรอกครับ
คน ป่วยหนักๆหลายคนเค้าไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัยเพราะว่าเหนื่อย เค้าไอโขลกๆอยู่ … อยู่บ้านดีๆไม่เจอเชื้อ ดันตามมารับเชื้อที่โรงพยาบาลเชียว …
ปกติหมออยู่เวรก็ยุ่งกันมากอยู่แล้ว … ลำพังปกติก็ตรวจกันไม่ทัน
พอ มีคนไข้ที่ให้ประวัติว่าจะเ็ป็น พยาบาลก็ให้ไปรอที่ตึกที่ห่างออกไปอีก400-500เมตร หมอก็ต้องเดินไปซักประวัติ เพื่อจะรู้ว่าจริงๆเป็นแค่ภูมิแพ้ … แล้วต้องมานั่งตอบคำถามว่าทำไมหมอพูดไม่ตรงกับนักข่าวในทีวี เสร็จแล้วเดินกลับมาอีก400-500เมตร เพื่อจะมาฟังพยาบาลบอกอีกว่า “หมอ ส่งอีกคนไปที่ตึกแล้ว หมอเดินไปตรวจหน่อยนะ”
เมื่อวานซืนคุยกับหมอ แผนกเด็กคนหนึ่ง … เค้าบอกว่าเค้าต้องเดินวนไปวนมาเพื่อตรวจคนที่ถูกคัดกรองมาประมาณ 10-20 คน … ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีไข้ -_-’
และหมอคนนี้ต้องอยู่เวร 24 ชั่วโมง …
คิดว่าเมื่อวานนี้เค้าคงต้องเดินราวๆ 7-8 กิโลเมตร วนไปวนมาในโรงพยาบาล -_-’
ดังถ้าไม่มีไข้ อยู่บ้านเถอะครับ -_-’
หรือถ้าคุณไม่แน่ใจว่าควรไปหรือไม่
คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงคือ … ให้ลองลืมๆไปว่าตอนนี้มีไข้หวัดใหญ่ 2009 ครับ…ดูอาการตนเองเป็นหลัก
ถ้าอาการน้อย แบบที่แต่ก่อนพอเป็นประมาณนี้แล้วก็กินยานอนอยู่บ้าน … ก็ไม่ต้องไป
ถ้าอาการเยอะ แบบที่แต่ก่อนพอเป็ฯประมาณนี้ก็จะไปหาหมอ … ก็ไป
ข้อมูล คุมหมอแมว จากพันทิป
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552
อาการปวดบอกโรคได้
ปวดหัวแบบไหนที่ไม่ธรรมดา
- สิ่งที่คุณควรบอกแพทย์เมื่อปวดหัวคือ
รูปแบบการปวด - ปวดทันทีแบบไม่เคยเป็นมาก่อน - ปวดเป็นๆหายๆ - ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
ประวัติการปวด - ปวดเป็นครั้งแรก - เคยปวดแบบนี้มาก่อนแล้ว - เป็นๆ หายๆ
ตำแหน่งที่ปวด - ขมับ - กลางหัว - ทั้งหัว - ท้ายทอย - ด้านซ้าย - ด้านขวา - ปวดต่อเนื่องไปที่คอ สะบัก แขน ไหล่ หรือหลัง - อื่นๆ
ช่วงเวลาการปวด - เช้า - กลางวัน - เย็น - กลางคืน - ไม่เป็นเวลา
ระยะเวลาปวด - 30 นาที - 1-2 ชั่วโมง - ทั้งวัน - ไม่แน่นอน - อื่นๆ
อาการปวด - ปวดแบบหนักหัว เหมือนถูกบีบรัดหัว - ปวดแบบมึน - ปวดและเจ็บตามหนังศีรษะ เส้นผม - ปวดเมื่อต้องใช้สายตาเพ่งมอง - อื่นๆ
อาการร่วม - มีไข้ - คอแข็ง - คลื่นไส้ อาเจียน - เห็นแสงระยิบระยับในตา - มีน้ำมูก ปวดโพรงไซนัส
ปวดท้องแบบไหนที่ไม่ธรรมดา
- ตำแหน่งที่ปวด - ทั้งท้อง - ซ้ายบน - ซ้ายล่าง - ขวาบน - ขวาล่าง - ข้างซ้าย - ข้างขวา - อื่นๆ
อาการ - ปวดเกร็งๆ เป็นพักๆ - ปวดแสบ - ปวดมวน - อยากถ่าย - ปวดแบบลำไส้ถูกบิด - อื่นๆ
อาการร่วม - อึดอัด แน่นท้อง - ท้องร่วง ท้องเสีย - มีไข้ - ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน - รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ - คลื่นไส้อาเจียน - แสบร้อนหน้าอก - ตาเหลือง ตัวเหลือง
สิ่งกระตุ้นอาการปวด - ความหิว - แอลกอฮอล์ - ชา กาแฟ - อาหารมันเลี่ยน - อื่นๆ
สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น - การกินอาหาร - นอนพัก - นั่งงอตัว - อื่นๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาเคลือบกระเพาะ ฯลฯ
อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรงและหายเองได้ แต่อาการปวดหลังที่เป็นไข้หรือความผิดปกติของระบบปัสสาวะด้วย หรือปวดแบบไม่ทุเลาแม้จะนอนพักแล้วก็ตาม เจ็บปวดแบบเฉียบพลันแบบไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อและข้อ เช่น
- เนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง
ความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปถึงหลัง เช่น นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
การอักเสบหรือมีการติดเชื้อ เช่น วัณโรคกระดูกสันหลัง
สิ่งที่คุณต้องบอกแพทย์เมื่อปวดหลัง คือ รูปแบบการปวด ประวัติการปวด ช่วงเวลาการปวด ระยะเวลาปวด เช่นเดียวกับการเช็คอาการปวดหัว รวมทั้ง..
- ตำแหน่งที่ปวด - ปวดทั้งแผ่นหลัง - กลางกระดูกสันหลัง - ปวดเอว - กดกล้ามเนื้อแผ่นหลังแล้วเจ็บ - อื่นๆ
อาการ - ปวดเมื่อยตามตัว - ปวดตามกล้ามเนื้อ - ปวดร้าวหลังและไหล่ - อื่นๆ
อาการร่วม - มีไข้ - ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน - รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ - คลื่นไส้อาเจียน - เบื่ออาหาร - ความดันเลือดสูง - อื่นๆ
อาการ : ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อตึงตัว เคลื่อนไหวลำบาก หลังยกของหรือทำงานหนัก
โรค : ปวดหลังแบบธรรมดา
อาการ : ปวดเสียว กล้ามเนื้อกระตุก ปวดเหมือนไฟฟ้าช็อต
โรค : เส้นประสาทอักเสบ
อาการ : มีไข้สูงลอย 2-7 วัน ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการไอ เจ็บคอ มีจุดแดงขึ้นตามตัว
โรค : ไข้เลือดออก
อาการ : มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เจ็บหน้าอก รู้สึกอ่อนเพลีย
โรค : ไข้หวัดใหญ่
อาการ : ปวดหลัง ปวดเอว มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแสบปวดร้อนขณะถ่ายปัสสาวะ
โรค : ไตและกรวยไตอักเสบ
อาการ : ปวดเหนือบั้นเอวทั้งสองข้าง อาจคลำพบก้อนบริเวณไต มีเลือดปนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง
โรค : ถุงน้ำในไต
อาการ : ครั่นเนื้อครั่นตัว ทางเดินอาหารผิดปกติ มีไข้ ปวดรุนแรงและเรื้อรังตามเส้นประสาท มีผื่นแดงและตุ่มน้ำขนาดเล็ก
โรค : งูสวัด










