คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ ที่รู้สึกว่าหลังตื่นนอนตอนเช้า อารมณ์ไม่แจ่มใสอย่างที่ควรเป็น (ไม่นับอาการเบื่อเรียนหรือเบื่องาน) ทั้งๆ ที่นอนหลับเต็มอิ่ม ไม่เครียดหรือมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ บางครั้งรับประทานอาหารเช้าแล้วกลับทำให้ยิ่งหิวเร็ว หนำซ้ำช่วงสายก่อนเที่ยงมีอาการมือสั่น อ่อนเพลีย หรือบ่ายๆ หลังรับประทานอาหารกลางวัน ยิ่งอ่อนเพลีย ง่วงนอน เฉื่อยชายิ่งกว่าเดิม อาการแบบนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารกับอารมณ์นั้น เกี่ยวข้องกันชนิดที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว
แหล่งต้นเหตุของอาหารที่มีผลต่ออารมณ์
ในต่างประเทศมีงานวิจัยและบทความทางวิชาการศึกษา เกี่ยวกับบทบาทสารอาหารกับอารมณ์อยู่มากมายหลายชิ้น แต่บทความที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการยังมีเพียงเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ ปัจจัยในร่างกายที่มีผลต่ออารมณ์ มาจาก 2 แหล่ง คือ อาหารและสารเคมีในสมอง
เริ่มจากอาหาร ที่ปกติเรารับประทาน 3 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อประกอบด้วยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือ แป้งและน้ำตาลเป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย หลังจากรับประทานแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ ย่อย เปลี่ยนให้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เล็กลง และกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และนำไปใช้ตามอวัยวะต่างๆ ทั้งนี้ปริมาณและชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่ต่างกัน ย่อมส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงต่างกัน เช่นเดียวกับระดับน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด หรือที่เราเรียกว่า “ดัชนีน้ำตาล” ค่าดัชนีน้ำตาลแบ่งเป็น 3 ระดับ คืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง และอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง
การรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงมากเท่าไร
คาร์โบไฮเดรตก็จะย่อยเป็นกลูโคส และถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ที่นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อ
เผาผลาญเป็นพลังงาน แต่หลังจากรับประทานไปได้ 2-4 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกาย
อ่อนแรง อารมณ์เซื่องซึม ตัวอย่างอาหารดัชนีน้ำตาลสูง ได้แก่ ไอศกรีม ข้าวขาว ข้าวเหนียว มันฝรั่งบด ฯลฯ นอกจากนี้ระดับน้ำตาลในเลือดอาจแปรปรวน ลดและเพิ่มอย่างรวดเร็วจากกรณีอื่นๆ อีก เช่น
• รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภททอด ขนมขบเคี้ยวต่างๆ น้ำอัดลม เป็นต้น เพราะหลังจากรับประทานร่างกายจะรู้สึกหนัก อ่อนเพลียและง่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารเช้าและอาหารกลางวัน ที่คนทำงานหลายคนมีอาการตาหนัก ลืมไม่ขึ้นเป็นประจำ
• เว้นระยะเวลาการรับประทานอาหารระหว่างมื้อนานเกินไป หรือออกกำลังกายติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดสัญญาณเตือน เช่น อาการปวดหัวหรือเหนื่อยล้า มือสั่น เหงื่อแตก
• ไม่รับประทานอาหารเช้า หรือใช้วิธีลดความอ้วนด้วยการงดอาหารบางมื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายต้องการพลังงานชดเชยมากขึ้นจากมื้อที่หายไป ส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปรับประทานมากเกินได้ง่าย ส่วนปัจจัยที่มีผลต่ออารมณ์
ส่วนหนึ่งมาจากสารเคมีในสมอง ยกตัวอย่างเช่น
• เซอร์โรโทนิน (serotonin) ถ้าระดับเซอร์โรโทนินต่ำจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ และมีการศึกษาพบว่า หากได้รับอาหารที่ไม่มีกรดอะมิโนทริบโทเฟน (Tryptophan) โดยอาหารที่มีทริบโทเฟน เช่น นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์ เซอร์โรโทนินในสมอง จะทำให้การสร้างเซอร์โรโทนินลดลง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในบางคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด กรอย เผือกหรือมัน จะเพิ่มการสร้างเซอร์โรโทนินทำให้อารมณ์ดีขึ้น ซึ่งจะพบว่าคนบางคนเมื่อมีอาการซึมเศร้า จะอยากรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น (เศร้าแล้วก็เลยอ้วน)
• การขาดกรดโฟลิก จากการศึกษาในหนูทดลอง เมื่อขาดกรดโฟลิก ทำให้ระดับเซอร์โรโทนินในสมองลดลง ซึ่งคาดว่าถ้ามนุษย์ขาดสารโฟลิกก็จะมีอารมณ์ซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น อาหารที่มีกรดโฟลิก ได้แก่ บร็อกโคลี ถั่วลิสง ข้าวซ้อมมือ
• การขาดไทอะมิน (วิตามินบี1) ทำให้ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เนื่องจากวิตามินบี1 มีบทบาท สำคัญในการเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงาน และสมองจำเป็นต้องใช้พลังงานจากกลูโคส ถ้าขาดวิตามินบี1 ก็จะมีผลเหมือนการขาดคาร์โบไฮเดรต อาหารที่มีไทอะมิน ได้แก่ ปลา เนื้อสัตว์ปีก
• การขาดไนอะซิน ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ก็มีผลต่ออารมณ์เช่นกัน คนที่ขาดวิตามินไนอะซินจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย ถ้าขาดมากๆ ก็อาจจะถึงขั้นความจำเสื่อม ไนอะซินเป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญกลูโคสเช่นกัน การขาดไนอะซินนี้จะพบมากในกลุ่มคนที่รับประทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก ซึ่งในประเทศไทย ยังไม่พบการขาดวิตามินชนิดนี้ อาหารที่มีไนอะซิน ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา ธัญพืชที่ไม่ขัดสี นม
รับประทานอาหารอย่างไรจึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น
การปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่คุณ...
• รับประทานอาหารให้ครบมื้อ ถ้าไม่มีเวลารับประทานอาหารเป็นมื้อแบบกิจลักษณะ ควรเลือกของว่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขนมปังโฮลวีทสักแผ่นหรือ ขนมปังกรอบธัญพืชสัก 2-3 แผ่น อย่าปล่อยให้ท้องว่างเด็ดขาด หรือว่าจะแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่รับประทานบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดตก
• รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยมาก และมีรสไม่หวาน เป็นต้น เพราะร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมช้าๆ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ สม่ำเสมอ และหลังรับประทานอาหารได้ 4-6 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนบางชนิดเพื่อสลายไกลโคเจน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเพิ่มการสร้างกลูโคสจากแหล่งอาหารอื่น เช่น ไขมัน
• งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หันมาดื่มน้ำผลไม้คั้นสดหรือน้ำเปล่าธรรมดาแทน
• หมั่นออกกำลังกาย เนื่องจากหลังออกกำลังกายต่อเนื่องสัก 20 นาที ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแอนโดรฟีนออกมาตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้ปกระเปร่าและมีความสุข ลดความกังวลและเครียดลงได้
สรุปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและอารมณ์นี้ ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก จำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อหาข้อสรุปต่อไป แต่ปราการป้องกันขั้นพื้นฐานไม่ให้อารมณ์หม่นหมอง ง่วงซึม ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหาร ก็ควรรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ครบมื้อพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ประกอบกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับรองว่าอาการเซื่องซึม ง่วงนอน อ่อนเพลียจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552
ปัญหาอาการชาปลายนิ้ว…คนไอที ควรระวัง(ต่อ)
การรักษา
รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด
1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อมือมากเกินไป รวมทั้งการรับแรงกระแทก, การสั่นสะเทือน บริเวณข้อมือ
2. การใส่เครื่องพยุงข้อมือ
3. การใช้ยา ส่วนใหญ่เป็นยาพวก NSAIDS (Non-steroidal antinflammatory drug)
4. การฉีดสเตียรอยด์ ในกรณีทานยาแล้วไม่ดีขึ้น และเป็นมาน้อยกว่า 1 ปี ได้ผลดีประมาณ 80% แต่มักจะไม่หายขาด
การผ่าตัดรักษา
• ในกรณีที่รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วไม่ได้ผลหรือมีอาการปวด ชา มากขึ้น
• กรณีที่เป็นนาน หรือไม่ได้รักษา มีกล้ามเนื้อฝ่ามือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือลีบ การผ่าตัดช่วยให้อาการชาลดลงแต่กล้ามเนื้อที่ลีบแล้วมักไม่ค่อยดีขึ้น
วิธีผ่าตัด
1.วิธีผ่าตัดแบบทั่วไป
เปิดแผลบริเวณข้อมือ ตัดเยื่อพังผืด บริเวณที่กดรัดเอ็นเส้นประสาทจะทำให้อุโมงค์ขยายออก โดยเฉลี่ยปริมาตรในอุโมงค์จะขยายเพิ่มขึ้น 24% หลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหาปวด ชา และกลับไปใช้มือได้อย่างเดิมเป็นส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80-90)
2.การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง
ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดบางรายอาจจะมีปัญหาเรื่องเจ็บแผลเป็น บริเวณผ่าตัดทำให้มีการวิวัฒนาการเครื่องมือและเทคนิคการผ่าตัดขึ้นมาเป็นการเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อมือใส่กล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไปในช่องอุโมงค์และตัดเฉพาะเยื่อพังผืดจากด้านในอุโมงค์ขึ้นมา โดยไม่ต้องมีแผลบริเวณผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้ช่องในอุโมงค์ขยายขึ้น ผู้ป่วยมีอาการหายปวดชาและเจ็บแผลผ่าตัดน้อย สามารถกลับมาใช้มือได้เร็วขึ้น วิธีนี้ต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง, และความรู้ความชำนาญของแพทย์ ติดต่อได้ที่ รพ.วิภาวดี
รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด
1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อมือมากเกินไป รวมทั้งการรับแรงกระแทก, การสั่นสะเทือน บริเวณข้อมือ
2. การใส่เครื่องพยุงข้อมือ
3. การใช้ยา ส่วนใหญ่เป็นยาพวก NSAIDS (Non-steroidal antinflammatory drug)
4. การฉีดสเตียรอยด์ ในกรณีทานยาแล้วไม่ดีขึ้น และเป็นมาน้อยกว่า 1 ปี ได้ผลดีประมาณ 80% แต่มักจะไม่หายขาด
การผ่าตัดรักษา
• ในกรณีที่รักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วไม่ได้ผลหรือมีอาการปวด ชา มากขึ้น
• กรณีที่เป็นนาน หรือไม่ได้รักษา มีกล้ามเนื้อฝ่ามือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือลีบ การผ่าตัดช่วยให้อาการชาลดลงแต่กล้ามเนื้อที่ลีบแล้วมักไม่ค่อยดีขึ้น
วิธีผ่าตัด
1.วิธีผ่าตัดแบบทั่วไป
เปิดแผลบริเวณข้อมือ ตัดเยื่อพังผืด บริเวณที่กดรัดเอ็นเส้นประสาทจะทำให้อุโมงค์ขยายออก โดยเฉลี่ยปริมาตรในอุโมงค์จะขยายเพิ่มขึ้น 24% หลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหาปวด ชา และกลับไปใช้มือได้อย่างเดิมเป็นส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80-90)
2.การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง
ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดบางรายอาจจะมีปัญหาเรื่องเจ็บแผลเป็น บริเวณผ่าตัดทำให้มีการวิวัฒนาการเครื่องมือและเทคนิคการผ่าตัดขึ้นมาเป็นการเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อมือใส่กล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไปในช่องอุโมงค์และตัดเฉพาะเยื่อพังผืดจากด้านในอุโมงค์ขึ้นมา โดยไม่ต้องมีแผลบริเวณผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้ช่องในอุโมงค์ขยายขึ้น ผู้ป่วยมีอาการหายปวดชาและเจ็บแผลผ่าตัดน้อย สามารถกลับมาใช้มือได้เร็วขึ้น วิธีนี้ต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง, และความรู้ความชำนาญของแพทย์ ติดต่อได้ที่ รพ.วิภาวดี
ปัญหาอาการชาปลายนิ้ว…คนไอที ควรระวัง
อาการที่พบบ่อย
• ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• อาการชาบางครั้งหายไปได้เอง หรือมีอาการชามากขึ้นตอนกลางคืน
• ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา
• มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ อาจจะเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับโครงสร้างของมือ ที่ทำให้มีอาการชาลักษณะนี้
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงฝ่ามือทางด้านฝ่ามือจะมี 2 เส้น คือ
• เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• เส้นประสาทอัลน่าร์ เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วก้อย และอีกครึ่งหนึ่งของนิ้วนางความสำคัญ
เส้นประสาทมีเดียน เข้าไปในฝ่ามือโดยผ่านอุโมงค์ (Carpal tunnel) โดยมีเยื่อพังผืด (Deep tranverse carpal ligament) ขึงระหว่างกระดูกข้อมูลในอุโมงค์นี้ นอกจากจะมีเส้นประสาทมีเดียนแล้วยังมีเอ็นที่ทำหน้าที่งอนิ้วอีก 9 เส้น อยู่รวมกัน เส้นประสาทมีเดียนเมื่อคลอดอุโมงค์ข้อมือเข้าไปแล้ว จะไปแยกแขนงไปรับความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ครึ่งนิ้วของนิ้วนางและอีกแขนงหนึ่งจะเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เนินฝ่าข้อมือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (Thenar eminence)
สาเหตุ
• การใช้งานของข้อมือที่มีการงอข้อมือ, หรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทมากขึ้น
• ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่พบภาวะนี้ได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ เป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์นี้น้อยลง เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดียนได้มากขึ้น
ข้อแนะนำ
ถ้ามีอาการชาปลายนิ้ว ลองขยับข้อมือ นิ้วมือเบา ๆ ถ้ามีอาการดีขึ้นหายชาได้ หรือมีอาการชาตอนกลางคืนบางครั้ง อาจจะมีสาเหตุจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนในระยะแรก ๆ ได้
• ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือที่อยู่ท่าที่ผิดปกติ เช่น ในท่องอข้อมือมาก ๆ การยกของ หรือการกระดกข้อมือมาก ๆ เช่น การยันพื้น, ดันสิ่งของต่าง ๆ
• การที่ใช้ข้อมือมากเกินไป
การปวด ขา กลางคืน บางท่านบอกต้องเอาข้อมือวางบนหมอนหรือบางครั้งต้องเอาหนังสือพิมพ์ม้วนผูกติดกับข้อมือให้ข้อมืออยู่ในท่าตรงจะไม่ค่อยชา ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง ข้อมือที่อยู่ในท่าปกติ ไม่หักงอพับไปด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นท่าที่เส้นประสาทถูกกดทับน้อยที่สุด
ถ้าท่านลองแก้ไขด้วยตัวเองไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
• ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• อาการชาบางครั้งหายไปได้เอง หรือมีอาการชามากขึ้นตอนกลางคืน
• ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา
• มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
ถ้าท่านมีอาการเช่นนี้ อาจจะเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับโครงสร้างของมือ ที่ทำให้มีอาการชาลักษณะนี้
เส้นประสาทที่มาเลี้ยงฝ่ามือทางด้านฝ่ามือจะมี 2 เส้น คือ
• เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว
• เส้นประสาทอัลน่าร์ เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วก้อย และอีกครึ่งหนึ่งของนิ้วนางความสำคัญ
เส้นประสาทมีเดียน เข้าไปในฝ่ามือโดยผ่านอุโมงค์ (Carpal tunnel) โดยมีเยื่อพังผืด (Deep tranverse carpal ligament) ขึงระหว่างกระดูกข้อมูลในอุโมงค์นี้ นอกจากจะมีเส้นประสาทมีเดียนแล้วยังมีเอ็นที่ทำหน้าที่งอนิ้วอีก 9 เส้น อยู่รวมกัน เส้นประสาทมีเดียนเมื่อคลอดอุโมงค์ข้อมือเข้าไปแล้ว จะไปแยกแขนงไปรับความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ครึ่งนิ้วของนิ้วนางและอีกแขนงหนึ่งจะเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เนินฝ่าข้อมือด้านโคนนิ้วหัวแม่มือ (Thenar eminence)
สาเหตุ
• การใช้งานของข้อมือที่มีการงอข้อมือ, หรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทมากขึ้น
• ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่พบภาวะนี้ได้ เช่น โรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ เป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ ในอุโมงค์นี้น้อยลง เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดียนได้มากขึ้น
ข้อแนะนำ
ถ้ามีอาการชาปลายนิ้ว ลองขยับข้อมือ นิ้วมือเบา ๆ ถ้ามีอาการดีขึ้นหายชาได้ หรือมีอาการชาตอนกลางคืนบางครั้ง อาจจะมีสาเหตุจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนในระยะแรก ๆ ได้
• ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือที่อยู่ท่าที่ผิดปกติ เช่น ในท่องอข้อมือมาก ๆ การยกของ หรือการกระดกข้อมือมาก ๆ เช่น การยันพื้น, ดันสิ่งของต่าง ๆ
• การที่ใช้ข้อมือมากเกินไป
การปวด ขา กลางคืน บางท่านบอกต้องเอาข้อมือวางบนหมอนหรือบางครั้งต้องเอาหนังสือพิมพ์ม้วนผูกติดกับข้อมือให้ข้อมืออยู่ในท่าตรงจะไม่ค่อยชา ก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง ข้อมือที่อยู่ในท่าปกติ ไม่หักงอพับไปด้านใดด้านหนึ่ง จะเป็นท่าที่เส้นประสาทถูกกดทับน้อยที่สุด
ถ้าท่านลองแก้ไขด้วยตัวเองไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR(ต่อ)
Q : เคยได้ยินมาว่า คนเป็นโรคหัวใจ รับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแล้วจะดีขึ้น จริงหรือไม่ ?
ตอบ: คำว่า " โรคหัวใจ " นั้นมีหลายประเภทด้วยกัน อาจเป็นโรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งปัจจุบันโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งก็คือ โรคหลอดเลือดและหัวใจที่มีการตีบตันของหลอดเลือด อันเนื่องมาจากการพอกตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ เลือดส่งผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดและตายในที่สุด ส่วนประกอบในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยเฉพาะแกมมา ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในเลือดได้ ทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการพอกตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด อีกทั้งยังสามารถลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ด้วยและทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้สุขภาพและการทำงานของหัวใจดีขึ้นได้ หรือลดความรุนแรงของโรคลงได้และที่สำคัญถ้าหากมีปัญหาโรคหัวใจก็คงต้องได้รับการตรวจและดูแลรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันด้วย เพราะน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไม่ใช่ยารักษาโรค
Q : ถ้าอยากสรุปโดยรวมๆ เกี่ยวกับคุณค่าของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีอะไรบ้าง ?
ตอบ: คุณค่าของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยกันมานานกว่า 40 ปี พบว่าคุณค่าที่โดดเด่นมี 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ลดคลอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกาย สารธรรมชาติในน้ำมันรำข้าวทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ วิตามินอี กลุ่ม โทโคไตรอีนอล โอรีซานอลและไฟโตสเตอรอล มีส่วนช่วยลดคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี(LDL-C) รวมทั้งไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) ในร่างกายนอกจากนั้นโอรีซานอล ยังช่วยคงระดับหรอเพิ่มคลอเลสเตอรอลที่ดี (HDL-C)แก่ร่างกายอีกด้วย
2. ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
จากความเข้าใจกลไกการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นักโภชนาการได้แนะนำให้เพิ่มการบริโภคน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว(MUFA)ให้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันรำข้าวมีปริมาณ MUFA สูง
3. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
เนื่องจากอนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ได้แก่ วิตามินอี กลุ่มโทโคฟินอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล โอรีซานอลและไฟโตสเตอรอล
จึงทำให้การบริโภคน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ให้ผลในการลดความเสี่ยงของมะเร็งได้
4. ช่วสยรักษาสมดุลของระบบประสาท
วิตามินอี กลุ่มโทโคฟินอลในน้ำมันรำข้าว มีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทและฟอสฟอไลปิดในน้ำมันรำข้าว ช่วยให้การสื่อกระแสประสาททำงานได้ดีขึ้น มผลต่อความจำและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อม
5. ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
มีงานวิจัยยืนยันคุณค่าของโอรีวานอลที่ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทองและช่วยลดอาการร้อนวูบวาบอย่างได้ผล
ตอบ: คำว่า " โรคหัวใจ " นั้นมีหลายประเภทด้วยกัน อาจเป็นโรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งปัจจุบันโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งก็คือ โรคหลอดเลือดและหัวใจที่มีการตีบตันของหลอดเลือด อันเนื่องมาจากการพอกตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ เลือดส่งผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดและตายในที่สุด ส่วนประกอบในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยเฉพาะแกมมา ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในเลือดได้ ทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการพอกตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด อีกทั้งยังสามารถลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ด้วยและทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้สุขภาพและการทำงานของหัวใจดีขึ้นได้ หรือลดความรุนแรงของโรคลงได้และที่สำคัญถ้าหากมีปัญหาโรคหัวใจก็คงต้องได้รับการตรวจและดูแลรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันด้วย เพราะน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวไม่ใช่ยารักษาโรค
Q : ถ้าอยากสรุปโดยรวมๆ เกี่ยวกับคุณค่าของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีอะไรบ้าง ?
ตอบ: คุณค่าของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยกันมานานกว่า 40 ปี พบว่าคุณค่าที่โดดเด่นมี 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1. ลดคลอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกาย สารธรรมชาติในน้ำมันรำข้าวทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ วิตามินอี กลุ่ม โทโคไตรอีนอล โอรีซานอลและไฟโตสเตอรอล มีส่วนช่วยลดคลอเลสเตอรอลที่ไม่ดี(LDL-C) รวมทั้งไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) ในร่างกายนอกจากนั้นโอรีซานอล ยังช่วยคงระดับหรอเพิ่มคลอเลสเตอรอลที่ดี (HDL-C)แก่ร่างกายอีกด้วย
2. ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
จากความเข้าใจกลไกการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นักโภชนาการได้แนะนำให้เพิ่มการบริโภคน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว(MUFA)ให้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันรำข้าวมีปริมาณ MUFA สูง
3. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
เนื่องจากอนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ได้แก่ วิตามินอี กลุ่มโทโคฟินอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล โอรีซานอลและไฟโตสเตอรอล
จึงทำให้การบริโภคน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ให้ผลในการลดความเสี่ยงของมะเร็งได้
4. ช่วสยรักษาสมดุลของระบบประสาท
วิตามินอี กลุ่มโทโคฟินอลในน้ำมันรำข้าว มีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทและฟอสฟอไลปิดในน้ำมันรำข้าว ช่วยให้การสื่อกระแสประสาททำงานได้ดีขึ้น มผลต่อความจำและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อม
5. ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
มีงานวิจัยยืนยันคุณค่าของโอรีวานอลที่ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทองและช่วยลดอาการร้อนวูบวาบอย่างได้ผล
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR(ต่อ)
คำถามที่พบบ่อย
Q : บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินคำถามว่า " เป็นโรคเบาหวาน จะรับประทานน้ำมันรำขาวจมูกข้าวได้หรือไม่? " แล้วจะตอบว่าอย่างไรดี
ตอบ: เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นอาหารเสริมชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่ส่วนประกอบที่สำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้ระบบการทำงานของเซลล์ในร่างกายขิงเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่วนประกอบที่เรียกว่าแกมมา ออไรซานอล (Gamma oryzanal)หรือ กรดเฟรูลิก (Ferulic Acid) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีฤทธิ์ในกระบวนการเผาผลาญอาหารประเภทน้ำตาล จึงสามารถช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
Q : คำถามยอดฮิต และสร้างความกังวลใจ ให้หลายๆคนคือ รับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแล้ว จะทำให้อ้วนได้หรือไม่ ?
ตอบ: เรามักจะกังวลกับความอ้วนอยู่เสมอ เมื่อรับประทานอาหารประเภทไขมัน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องคือ ความอ้วนหรือการสะสมของไขมันในร่างกาย เกิดจากการได้รับปริมาณอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลและไขมันมากเกินไป ซึ่งหมายถึงได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่การรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมุกข้าว 1 เม็ดจะให้พลังงานเพียง 3 แคลลอรี่ ถ้ารับประทานวันละ 2 เม็ด เราก็จะได้รับพลังงานเพียง 6 แคลลอรี่ ซึ่งไม่ช่สาเหตุที่ทำให้เราอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน เพราะร่างกายเราต้องการพลังงานวันละ1500 - 2500 แคลลอรี่
Q : บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินคำถามว่า " เป็นโรคเบาหวาน จะรับประทานน้ำมันรำขาวจมูกข้าวได้หรือไม่? " แล้วจะตอบว่าอย่างไรดี
ตอบ: เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นอาหารเสริมชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่ส่วนประกอบที่สำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้ระบบการทำงานของเซลล์ในร่างกายขิงเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่วนประกอบที่เรียกว่าแกมมา ออไรซานอล (Gamma oryzanal)หรือ กรดเฟรูลิก (Ferulic Acid) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีฤทธิ์ในกระบวนการเผาผลาญอาหารประเภทน้ำตาล จึงสามารถช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
Q : คำถามยอดฮิต และสร้างความกังวลใจ ให้หลายๆคนคือ รับประทานน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวแล้ว จะทำให้อ้วนได้หรือไม่ ?
ตอบ: เรามักจะกังวลกับความอ้วนอยู่เสมอ เมื่อรับประทานอาหารประเภทไขมัน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องคือ ความอ้วนหรือการสะสมของไขมันในร่างกาย เกิดจากการได้รับปริมาณอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลและไขมันมากเกินไป ซึ่งหมายถึงได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่การรับประทานน้ำมันรำข้าวและจมุกข้าว 1 เม็ดจะให้พลังงานเพียง 3 แคลลอรี่ ถ้ารับประทานวันละ 2 เม็ด เราก็จะได้รับพลังงานเพียง 6 แคลลอรี่ ซึ่งไม่ช่สาเหตุที่ทำให้เราอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน เพราะร่างกายเราต้องการพลังงานวันละ1500 - 2500 แคลลอรี่
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR(ต่อ)
ผลการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
หน้าเป็นฝ้า-กระ
**คุณสุเพ็ญ (สุราษฏ์ธานี) รับประทานน้ำมันรำข้าววันละ 4 แคปซูลและเจาะน้ำมัน ออกมาทาหน้าก่อนนอน ฝ้า-กระที่ใบหน้าจางหายและดูขาวขึ้น
**คุณพรกมล (สมุทรสงคราม) มีปัญหาเรื่องฝ้า-กระ นานนับ 10 ปี หาหมอหลายที่ก็ไม่หาย เมื่อทดลองทานน้ำมันรำข้าววันละ 4 แคปซูล พร้อมเจาะน้ำมันมาทาหน้าก่อนนอน 1 เดือน ฝ้า-กระบนใบหน้าจางลง และอาการปวดเมื่อยหลังหายไป
อาการปวดเมื่อย อักเสบ โรคเก๊าท์
**คุณเซี้ยม แซ่เจ็ง (สมุทรสงคราม) มีอาการปวดเข่า งอเง่าแล้วเข่าล็อก ทานน้ำมันรำข้าวไป 1 สัปดาห์ (เช้า 2 กลางวัน2 เย็น2) อาการดีขึ้น เดินได้ปกติ
** คุณสวัสดิ์ (พัทยา) เป็นท์ที่หัวเข่าทั้งสองข้างต้องใช้ไม้เท้าเดิน ทานน้ำมันรำข้าว วันละ 6 แคปซู, 2 สัปดาห์ เดินได้เป็นปกติ ไม่ต้องใช้ไม้เท้า
โรคไขมันในเลือดสูง ความดัน เบาหวาน
**คุณแป๋ว (กทม) มีไขมันในเลือดสูงทั้งCholesterol,LDL,Triglyceride เมื่อทานน้ำมันรำข้าวได้ 3 สัปดาห์ ไปตรวจอีกครั้งพบว่าทกอย่างปกติดี
มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกทับเส้น
**คุณนิกร รัตนจำนงค์ (ชุมพร) เป็นอัมพฤกษ์มา 5 ปี ขาลีบไป 1 ข้าง ทานน้ำมันรำข้าว วันละ 6 แคปซูล 2 เดือน อาการดีขึ้น สามารถทำสวนได้ปกติ
**คุณลุงเพชร (ลำปาง)หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลังมาก อาจต้องรับการผ่าตัด หลังรับประทานน้ำมันรำข้าว 2 เดือน อาการดีขึ้น ไม่ต้องผ่าตัด
** คุณกชรัตน์ (กทม.) เป็นมะเร็งมดลูกขั้นที่ 2 ต้องรับการฉายรังสี เมื่อรับประทาน น้ำมันรำข้าวเพียง 2 เดือน อาการดีขึ้นมาก ดูสดใส ไม่ทรมาน ผ่านไป 3 เดือนหมอตรวจไม่พบก้อนเนื้อ
อื่นๆ
** คุณเรียม (กทม.) ไทรอยด์เป็นพิษ ตรวจที่คลินิกมีค่า TSH = 0.01 (ปกติต้อง 0.27-4.2) ตาโปนออกมา ใช้น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว 3 เดือน ตากลับเป็นปกติและตรวจค่า TSH=0.6
** คุณวิรัตน์ พิมา ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช เป็นตับอักเสบตั้งแต่ปี 2529 อาเจียนเป็นเลือด ทานไป 4 กระปุก ไปตรวจตับพบว่าเหลือแผลนิดเดียว อาการก็ดีขึ้นมาก
หน้าเป็นฝ้า-กระ
**คุณสุเพ็ญ (สุราษฏ์ธานี) รับประทานน้ำมันรำข้าววันละ 4 แคปซูลและเจาะน้ำมัน ออกมาทาหน้าก่อนนอน ฝ้า-กระที่ใบหน้าจางหายและดูขาวขึ้น
**คุณพรกมล (สมุทรสงคราม) มีปัญหาเรื่องฝ้า-กระ นานนับ 10 ปี หาหมอหลายที่ก็ไม่หาย เมื่อทดลองทานน้ำมันรำข้าววันละ 4 แคปซูล พร้อมเจาะน้ำมันมาทาหน้าก่อนนอน 1 เดือน ฝ้า-กระบนใบหน้าจางลง และอาการปวดเมื่อยหลังหายไป
อาการปวดเมื่อย อักเสบ โรคเก๊าท์
**คุณเซี้ยม แซ่เจ็ง (สมุทรสงคราม) มีอาการปวดเข่า งอเง่าแล้วเข่าล็อก ทานน้ำมันรำข้าวไป 1 สัปดาห์ (เช้า 2 กลางวัน2 เย็น2) อาการดีขึ้น เดินได้ปกติ
** คุณสวัสดิ์ (พัทยา) เป็นท์ที่หัวเข่าทั้งสองข้างต้องใช้ไม้เท้าเดิน ทานน้ำมันรำข้าว วันละ 6 แคปซู, 2 สัปดาห์ เดินได้เป็นปกติ ไม่ต้องใช้ไม้เท้า
โรคไขมันในเลือดสูง ความดัน เบาหวาน
**คุณแป๋ว (กทม) มีไขมันในเลือดสูงทั้งCholesterol,LDL,Triglyceride เมื่อทานน้ำมันรำข้าวได้ 3 สัปดาห์ ไปตรวจอีกครั้งพบว่าทกอย่างปกติดี
มะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกทับเส้น
**คุณนิกร รัตนจำนงค์ (ชุมพร) เป็นอัมพฤกษ์มา 5 ปี ขาลีบไป 1 ข้าง ทานน้ำมันรำข้าว วันละ 6 แคปซูล 2 เดือน อาการดีขึ้น สามารถทำสวนได้ปกติ
**คุณลุงเพชร (ลำปาง)หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลังมาก อาจต้องรับการผ่าตัด หลังรับประทานน้ำมันรำข้าว 2 เดือน อาการดีขึ้น ไม่ต้องผ่าตัด
** คุณกชรัตน์ (กทม.) เป็นมะเร็งมดลูกขั้นที่ 2 ต้องรับการฉายรังสี เมื่อรับประทาน น้ำมันรำข้าวเพียง 2 เดือน อาการดีขึ้นมาก ดูสดใส ไม่ทรมาน ผ่านไป 3 เดือนหมอตรวจไม่พบก้อนเนื้อ
อื่นๆ
** คุณเรียม (กทม.) ไทรอยด์เป็นพิษ ตรวจที่คลินิกมีค่า TSH = 0.01 (ปกติต้อง 0.27-4.2) ตาโปนออกมา ใช้น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว 3 เดือน ตากลับเป็นปกติและตรวจค่า TSH=0.6
** คุณวิรัตน์ พิมา ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช เป็นตับอักเสบตั้งแต่ปี 2529 อาเจียนเป็นเลือด ทานไป 4 กระปุก ไปตรวจตับพบว่าเหลือแผลนิดเดียว อาการก็ดีขึ้นมาก
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR(ต่อ)
6. บำรุงผิวพรรณ
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Linoleic Acid (Omega 6),Squalene (Ceramide Group)
ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด และช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ดูขาวกระจ่างใส
7. ทำให้นอนหลับสบาย
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยทำให้นอนหลับสบาย ,ช่วยลดความเครียด
8. อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
วิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น โครเมียม,แมกนีเซียม,แมงกานีส,สังกะสี,ซีลิเนียม,เหล็ก,โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบหัวใจ ,ระบบประสาท ,ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ
9. ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี สาร Policosanol (โพลิโคซานอล) ซึ่งสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็น Anti-platelet agent ซึ่งเป็นสารป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Linoleic Acid (Omega 6),Squalene (Ceramide Group)
ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด และช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ดูขาวกระจ่างใส
7. ทำให้นอนหลับสบาย
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยทำให้นอนหลับสบาย ,ช่วยลดความเครียด
8. อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
วิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น โครเมียม,แมกนีเซียม,แมงกานีส,สังกะสี,ซีลิเนียม,เหล็ก,โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบหัวใจ ,ระบบประสาท ,ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ
9. ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี สาร Policosanol (โพลิโคซานอล) ซึ่งสารตัวนี้ ทำหน้าที่เป็น Anti-platelet agent ซึ่งเป็นสารป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR(ต่อ)
2. ป้องกันโรคเบาหวาน
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี ธาตุโครเมียม ซึ่งธาตุนี้เมื่อร่างกายดูดซึม
เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต จะทำหน้าที่ในการจับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน คงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆของกล้ามเนื้อ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น
3. ป้องกันโรคมะเร็ง
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี กลุ่มวิตามินอี
(Tocopherol,Tocotrienol),สเตอรอลจากพืช (Phytosterol),แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
4. ป้องกันโรคสายตา
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี โปรวิตามินเอ - เบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเอได้ โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางามและมีสุขภาพเล็บที่ดี
5. ป้องกันโรคสมองเสื่อม
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Omega3 ,กลุ่มวิตามินอี,แกมม่า-โอโรซานอล,
Phospholipid ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีคุณสมบัติรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมองเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี ธาตุโครเมียม ซึ่งธาตุนี้เมื่อร่างกายดูดซึม
เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต จะทำหน้าที่ในการจับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน คงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆของกล้ามเนื้อ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น
3. ป้องกันโรคมะเร็ง
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี กลุ่มวิตามินอี
(Tocopherol,Tocotrienol),สเตอรอลจากพืช (Phytosterol),แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
4. ป้องกันโรคสายตา
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี โปรวิตามินเอ - เบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเอได้ โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางามและมีสุขภาพเล็บที่ดี
5. ป้องกันโรคสมองเสื่อม
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Omega3 ,กลุ่มวิตามินอี,แกมม่า-โอโรซานอล,
Phospholipid ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีคุณสมบัติรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมองเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์
ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวVITAL STAR
1. ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบตัน
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
Gamma-Oryzanol,Phytosterol,Tocopherol,
Tocotrienol,Oleic Acid (Omega 9) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น
- ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)
- ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
- ช่วยเพิ่มระดับของ HDL.(High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกา มีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานเป็นปกติ อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ,สมอง,ตับ,ไต ฯลฯทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,หัวใจวาย ,อัมพาต,อัมพฤกษ์ เป็นต้น
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
Gamma-Oryzanol,Phytosterol,Tocopherol,
Tocotrienol,Oleic Acid (Omega 9) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น
- ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)
- ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
- ช่วยเพิ่มระดับของ HDL.(High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกา มีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานเป็นปกติ อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ,สมอง,ตับ,ไต ฯลฯทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,หัวใจวาย ,อัมพาต,อัมพฤกษ์ เป็นต้น
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
Healthy food
Immuno-modulation by food
Immune modulation by food as precurative health care.The immune system is one of the determinants of health and well being of human and animals. An imbalance of the immune system leads to allergies or auto-immune diseases, or to a decrease of the basic resistance resulting in a higher incidence of infection diseases, cancer, etc.
Several bio-active compounds in food can stimulate the immune system.
Stimulating the immune system in a precurative phase could have a high rendement: restore the imbalance in immune-related diseases, strengthen the basal resistance to prevent the development of tumors, infection diseases, and inflammatory reacties resulting from obesitas. Especially the elderly, the very young and other immuno-compromised people (e.g. allergenic or HIV-infected people or people that undergo cancer therapy, etc) will benefit from the consumption of food that stimulates and triggers their immune system.
At Wageningen-UR not only the presence of immuno-modulating compounds in food (e.g. beta-glucans in mushrooms and oats) is analysed, but also their bio-activity using in vitro assays and animal models. In combination with understanding the way of action, biomarkers will be developed to be used in breeding and selection systems. These studies will be used to develop endproducts that can be used in food and feed to increase health of humans and livestock and reduce the application of antibiotics.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

