| ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน (กรุงเทพธุรกิจ)
โดย : นพ.กฤษดา ศิรามพุช
หากคุณมั่นใจว่าผู้ป่วยเลือดจาง
ต้องกินอาหารเสริมในกลุ่มธาตุเหล็กให้มาก "คุณคิดผิด"
หมอกฤษดาแจกแจงคู่ยา "มิตร-ศัตรู" ให้เข้าใจกันชัด ๆ
"Good things come in pair"
ดังวลีฝรั่งนี้ที่บอกว่าของทุกอย่างมีคู่แฝดอยู่เสมอ
อาจเป็นแฝดเหมือนหรือแฝดต่างก็ได้ ซึ่งก็พ้องกับทางพระที่ว่า กุสลาธัมมา
อกุสลาธัมมา และโลกธรรมแปดที่เล่าถึงคู่แห่งสัจธรรมในโลกนี้
มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีสรรเสริญก็ย่อมมีนินทา
มีลาภก็ย่อมมีเสื่อมลาภได้ดังนี้เป็นต้น
ดังนั้น ในเรื่องของโอสถรักษาโรคก็ย่อมต้องมีคู่แฝดของมัน
ที่ต้องมีทั้งแฝดที่ดีและแฝดที่ร้าย
คล้ายเทวากับซาตานซึ่งเคยมีกรณีที่ถึงแก่ชีวิตมาแล้ว
ซึ่งโดยมากมักเกิดจาก "ความไม่รู้"
ในฤทธิ์อันไพศาลของยาแต่ละเม็ดที่กินอยู่
โดยเราจะค่อยมาดูกันไปทีละแฝดครับ
แฝดที่ดี
เสมือนคู่บุญ ยิ่งรู้จักกินให้เสริมกันก็จะยิ่งช่วยเสริมสุขภาพ
หรือทำการรักษาโรคให้ท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
และที่จริงก็ควรกินคู่กันเสียด้วย
เพราะเรื่องของยาอาหารเสริมนี้มีหลักคือทำงานร่วมกัน
โดยกลุ่มที่ควรกินร่วมกันช่วยเสริมให้ดีมีดังต่อไปนี้ครับ
1) วิตามินซีกับคอลลาเจน
จะช่วยกันสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ใสปิ๊งปั๊งไม่เหี่ยวหย่อนย้อย
2) ธาตุเหล็กกับวิตามินซี กินธาตุเหล็กให้ดีดูดซึมเข้าไปใช้ได้
ไม่ใช่กินเข้าไปอย่างไรถ่ายออกมาหน้าตาเหมือนเดิมนั้น
ต้องกินคู่กันอย่างเช่น
ถ้าจะกินเลือดหมูให้ได้ธาตุเหล็กก็ควรกินกับผักที่มีวิตามินซีสูงเช่นใบตำลึงก็จะดีไม่น้อยครับ
3) แคลเซียมกับแมกนีเซียม แคลเซียมจะดูดซึมได้ดีต้องมี
"ตัวช่วย" พามันเข้าไปได้แก่แมกนีเซียม,
วิตามินดีและวิตามินเคด้วยซึ่งอยู่ในแสงแดดและผักเขียวจัดตามลำดับ
4) วิตามินเอ,ซีและอี พยายามกินไปด้วยกันเป็นดี
หรือสูตรที่ดีคือกินซีเพียงตัวเดียวส่วนเอกับอีนั้นกินเอาจากผักคะน้าและถั่วลิสงสักวันละกำมือ
5) น้ำมันปลา (ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ขอให้เลือกชนิดที่มี
ดีเอชเอคู่กับกับอีพีเอ ยิ่งมากหน่อยยิ่งดีอย่างน้อยกินให้ได้ค่า
ดีเอชเอ+อีพีเอ = 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
โดยมีเคล็ดไว้ว่าถ้าอยากบำรุงสมองต้องเลือกชนิดที่มีดีเอชเอเด่น
แต่ถ้าจะให้บำรุงส่วนอื่นเป็นหลัก
เช่นข้ออักเสบให้เลือกชนิดที่มีอีพีเอสูงด้วยครับ
แฝดที่ร้าย
แฝดตัวนี้ถือเป็นระดับ "ตัวแม่" ที่น่ากลัวกว่าเยอะมากครับ
เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองจนเป็นอัมพาต หรือหัวใจวายแน่นิ่งไปได้
จึงอยากชวนให้ท่านที่รัก มาสนใจในยาที่ไม่ควรกินร่วมกันสักนิดดังนี้ครับ
1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรก
โดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว
ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือ
ช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อนตัน
เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด
แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้วครับ
2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส
มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอี
แต่บ้างก็ให้เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี
จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอ เพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้น
ซึ่งถ้าได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน
3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4
ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000
มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีก
จะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอดเลือดทำให้ตีบแข็งได้
4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟ
เพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม
นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย
5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย
เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว
ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไปครับ
หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริม
จะเท่ากับเติมยาพิษให้กับหัวใจและตับตัวเองครับ
ทั้งแฝดดีแฝดร้ายนี้ที่จริงมีอีกมาก
ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในหนังสือแล้วและก็ตั้งใจจะเขียนไว้เรื่อย ๆ
เป็นตอนต่อไปในคอลัมน์นี้
แต่สำหรับที่เลือกมาให้เห็นนั้นเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยหน่อยครับ
และท่านจำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
เมื่อถึงตอนนี้ขอให้ท่านหยิบยาออกมาสังคายนาแยกวางเป็นชนิดไปบนโต๊ะ
แล้วจัดเป็นกลุ่มไว้ว่ากลุ่มใดรักษาโรคไหน
แล้วบางทีจะเกิดพุทธิปัญญาทีเดียวว่า กินยามากเกินความจำเป็นไปเพียงใด
แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากินยาที่ดันไปเสริมฤทธิ์กันให้เป็นพิษเข้าไปเสียอีก
ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าการกินยานั้นมีข้อหยุมหยิมอยู่มาก
เมื่อเทียบกับกินอาหารธรรมชาติที่โอกาสเกิดการผสมกันเป็นพิษน้อย
เพราะมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นมากเท่ายาเคมี
แต่อย่างไรก็ดีคงต้องยึดหลักที่ว่าหูไวตาไวถ้ารู้สึกว่า "ไม่ใช่"
แล้วก็ให้รีบเร่งบอกอย่าปล่อยให้เลยตามเลยไว้นานเลยครับ |
|